สวัสดีผู้อ่านทุกท่านอีกรอบนะคะ
ในพาร์ทนี้ก็จะมาตอบคำถามสำคัญที่ถามกันเข้ามาว่า
ในพาร์ทนี้ก็จะมาตอบคำถามสำคัญที่ถามกันเข้ามาว่า
"ได้อะไรจากการไปเยอรมนี ?"
อืม...... กี้ว่ากี้ได้อะไรกลับมาเยอะมากเลยทีเดียว
การไปเยอรมนีในระยะเวลาสั้นๆทำให้กี้ได้โตขึ้น ไม่ได้โตในลักษณะที่มีพัฒนาการด้านร่างกายนะคะ แต่'โต' ในที่นี้นี่หมายถึง สภาพจิตใจและความรับผิดชอบต่อตนเองรวมไปถึงสังคมที่มีมากขึ้นค่ะ
จากการที่กี้ไปอยู่ที่นั่นทำให้กี้ต้องทำอะไรด้วยตัวเองหลายอย่างเยอะมาก หลักๆที่เห็นภาพชัดที่สุดเลยก็คือการได้ไปโรงเรียนด้วยตัวเอง เพราะปรกติเวลาอยู่ไทย พ่อแม่จะขับรถไปส่งกี้ตลอดเลย..
ทุกๆเช้าในวันธรรมดา กี้ตื่นนอนตอนหกโมง ไปอาบน้ำ กินซีเรียลแล้วก็ออกบ้านพร้อมโฮสเพื่อปั่นจักรยานไปยังสถานีรถไฟ เส้นทางจากบ้านไปโรงเรียนในเยอรมนีนั้นต้องออกจากบ้านให้ตรงเวลาเพื่อไปให้ทันรถไฟ (เพราะพลาดแล้วพลาดเลย) พอนั่งได้ขบวนนึงก็จะต้องลงสถานีนึงเพื่อเปลี่ยนเส้นทางการโดยสารรถไฟกว่าจะถึงโรงเรียนก็ใช้เวลาประมาณ 15 นาทีค่ะ พอถึงสถานีโรงเรียนแล้ว เราก็จะต้องเดินเท้าต่อไปอีกประมาณเกือบๆ 2 กิโลเมตร ปรกติแล้วโรงเรียนจะเข้าตอน 8.40 น. แต่กว่าจะถึงโรงเรียนก็ปาเข้าไป 8.25 แล้วหล่ะค่ะ
ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญมากๆที่เราจะต้องตรงเวลา
มีครั้งนึงเรียกได้ว่าเป็นบทเรียนที่กี้ต้องจำไปจนตายเลยก็ว่าได้
วันนั้นเป็นวันที่พวกโฮสไม่ได้ไปโรงเรียนด้วย เพราะต้องไปเยี่ยมชมงานอีกโรงเรียนหนึ่ง กี้และเด็กไทยที่เหลือต้องไปโรงเรียนกันตามลำพังโดยปราศจากโฮส โชคร้ายที่ตอนนั้นกี้ปั่นจักรยานออกจากบ้านแล้วจำทางไปสถานีรถไฟไม่ได้
เสียเวลาปั่นหาอยู่พักใหญ่ ขณะที่หาสถานีเจอ รถไฟขบวนที่ไปโรงเรียนก็ผ่านไปแล้วหล่ะค่ะ
กี้ต้องรอรถไฟขบวนต่อไปอีกเกือบ 15 นาทีในสถานีหน้าหมู่บ้าน และอีก 30 นาทีในสถานทีที่เปลี่ยนเส้นทาง แต่ก็ไม่ลืมที่จะโทรบอกที่บ้านด้วยว่าเพิ่งขึ้นรถไฟเนื่องจากหลงทางในหมู่บ้าน
พอไปถึงโรงเรียนครูเขาโกรธกี้มาก ทั้งๆที่กี้พยายามอธิบายแล้วนะว่าหลงทางในหมู่บ้าน แต่เขาบอก "งั้นเจอกันครึ่งทาง ฉันจะไม่รายงานเรื่องนี้ไปให้ครูที่ไทยของเธอรับทราบ แต่ฉันก็จะยังจะไม่เชื่อคำแก้ตัวของเธอ"
เชื่อกูหน่อยเถอะะะะะะ แหม่ T[]T (ขออนุญาตหยาบค่ะ 555)
วันนั้นเป็นวันที่หนาวเหน็บและทำให้กี้คิดถึงบ้านที่สุดในชีวิต จนกลั้นน้ำตาไม่ไหว
อากาศตอนจูงจักรยานกลับบ้านนั้นมีฝนผสมหิมะตกปรอยๆ ในขณะที่อุณหภูมิเกือบๆ 2 องศาเซลเซียสในใจคิดว่าถึงบ้านจะต้องโดนพ่อแม่โฮสเรียกคุยแน่ๆ แต่โชคดีที่เรื่องไม่ได้เป็นแบบนั้น
หลังจากเอาจักรยานเข้าไปเก็บในโรงรถ แล้วเคาะประตูบ้านอย่างแทบหมดแรง
โฮสเห็นกี้ผ่านหน้าต่างเลยรีบเปิดประตูให้แล้วสวมกอดจากนั้นจึงพาเข้ามาในบ้าน ในห้องที่มีฮีทเตอร์
จำได้ว่าร่างกายตอนนั้นสั่นเทิ้มไม่หยุด โฮสบอกว่า "หน้าเธอแดงไปหมดแล้ว"
พ่อแม่โฮสโผล่เข้ามาในห้อง ประโยคแรกที่แม่โฮสพูดก็คือ
"เดี๋ยวฉันไปชงชาอุ่นๆให้นะ"
ผ่านไปสิบห้านาที พ่อแม่โฮสก็เข้ามานั่งคุยด้วย
"เมื่อเช้าหลังจากเลยเวลาโรงเรียนเข้า ครูโทรมาหาพวกเราที่บ้านว่าเธอยังไม่อยู่ที่โรงเรียน"
"พวกเราบอกครูให้แล้วว่า เธอหลงทาง ไม่เป็นไรหรอกนะ เธอเพิ่งจะมาอยู่นี่เป็นครั้งแรก ใครๆก็หลงทางได้ทั้งนั้น"
"เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยให้ลาวี่ไปอธิบายทางให้ใหม่ ครูนี่ทำเป็นเรื่องใหญ่จริงๆเลย"
ณ วินาทีนั้นแทบจะปล่อยโฮออกมาแล้วหล่ะ ไม่คิดว่าพวกเขาจะดีกับเราขนาดนี้ ไม่อยากจะจินตนาการเลยว่า โฮสคนอื่นจะเข้าใจกี้เหมือนกับโฮสบ้านนี้รึเปล่า.......
กี้เล่าเรื่องทั้งหมดให้พ่อแม่โฮสฟังไปว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างทันทีที่เจอหน้าครู พร้อมกับพูดปิดท้ายว่า "ขอบคุณที่เข้าใจหนู แต่หนูสัญญาว่าครั้งหน้าจะไม่เกิดเรื่องแบบนี้อีกแล้วค่ะ"
ดังนั้นการตรงเวลาจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆเลยนะคะสำหรับชาวเยอรมัน แน่นอนว่าหลังจากกลับมาไทย มันทำให้กี้ได้รู้ว่าทุกวินาทีมันมีค่ามากขนาดไหน พลาดไปแค่หนึ่งวิ อาจจะพลาดโอกาสอันยิ่งใหญ่ของเราไปทั้งชีวิตเลยก็ได้ และโดยเฉพาะการมีวินัยก็เป็นสิ่งสำคัญนะคะ เวลาอยู่ที่นุ่นเขาจะทำอะไรเป็นระเบียบมากๆ ส่งผลให้ติดนิสัยตอนกลับมาไทยด้วย เช่นเวลาขึ้นบันไดเลื่อน ก็จะต้องชิดขวาตลอดเพื่อให้คนที่รีบได้เดินไปในช่องซ้ายมือ
เรื่องต่อมา ก็คือ 'วิสัยทัศน์และมุมมองใหม่ๆ' รวมไปถึง 'การได้ลองทำในสิ่งใหม่ๆ'
อยู่ไทยก็ไม่เคยได้ทำอะไรหรอก นอกจากเรียน เรียน เรียน และเรียน
ตอนไปอยู่เยอรมนี กี้ได้ตัดไม้ด้วยแมชชีนที่โรงไม้ด้วยนะ
และตลอดเวลาที่ไปอยู่ที่นั่น ได้ไปสัมผัสถึงบรรยากาศการศึกษาของเขาต่างๆนานา ได้สัมผัสถึงวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่ควรนำประยุกต์ใช้ที่ไทยและไม่ควรนำมาใช้ที่ไทย
ที่ทุกวันนี้เริ่มเขียนบล็อกนี่ก็ติดมาจากการที่ได้เขียนทุกวันตอนอยู่ที่นั่นแหละค่ะ 55
และสิ่งสำคัญที่กี้ได้รับคือ "ครั้งหนึ่งของชีวิต"
ได้ไปเที่ยวต่างประเทศกับเพื่อนอีก 5 คน ได้โฮสดีๆ ได้กินนู่นกินนี่ ไปเที่ยว ได้เปิดหูเปิดตาโลกกว้าง
เรียกได้ว่า ...หากตายไป ก็ไม่เสียดายอะไรแล้วหล่ะค่ะ :D
ได้ไปเที่ยวต่างประเทศกับเพื่อนอีก 5 คน ได้โฮสดีๆ ได้กินนู่นกินนี่ ไปเที่ยว ได้เปิดหูเปิดตาโลกกว้าง
เรียกได้ว่า ...หากตายไป ก็ไม่เสียดายอะไรแล้วหล่ะค่ะ :D
คร่าวๆก็คงจะมีเท่านี้ ถ้าอยากรู้ประสบการณ์เพิ่มเติมก็ http://rakkansdailylife.blogspot.com/2013/11/blog-post.html ค่ะ
จบแล้ว........
Ciao !!
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น