เวลาล่วงเลยจนกระทั่งถึงวันที่สามสิบ เดือนตุลาคม
นี่เป็นพาร์ทที่ไม่อยากเขียนมากที่สุดเลย เพราะนึกแล้วอดเศร้าไม่ได้
แต่ยังไงก็ต้องเขียนให้จบๆเพื่อให้บทความเรื่องนี้มีจุดสิ้นสุดของมัน . . .
ตำบล แกรเฟลฟิง,มิวนิก, ประเทศเยอรมนี
เวลา 7.00 น.
กี้สำรวจไปรอบๆห้องเพื่อดูว่ามีอะไรตกค้างอีกหรือไม่ ก่อนที่จะรูดซิปกระเป๋าเดินทางสีชมพูใบใหญ่ที่วางอยู่บนพื้นห้อง ในใจก็ได้แต่หวังว่าจะได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง
เมื่อคืนกี้แทบไม่ได้นอนเลย กว่าจะกลับถึงบ้านหลังจากที่ไป Salzburg (ออสเตรีย)ก็ปาเข้าไปสี่ทุ่มกว่าๆ อาบน้ำเสร็จก็นั่งคุยกับลาวี่ถึงเที่ยงคืน จากนั้นก็กลับเข้าห้องจัดของใส่กระเป๋า คุยกับคนที่ไทยจนถึงตีสองตีสาม กี้ก็ยังคงนอนไม่หลับ..
อย่างไรก็ตาม .....อยู่บนเครื่องมีเวลาให้นอนอีกเยอะ
แม่ลาวี่สตาร์ทเครื่องรถยนต์แล้วขับไปตามถนน มุ่งหน้าไปสู่ตำบลลอคแฮมเพื่อไปแวะรับสิโมนกับบิลลี่
ลาก่อนนะ เเกรเฟลฟิง
แล้วเราก็ถึงหน้าบ้านบิลลี่ที่อยู่ห่างจากบ้านเราแค่หนึ่งสถานีรถไฟ
บิลลี่และครอบครัวโฮสออกมาเราที่หน้าบ้านอยู่แล้ว ลอนญ่า น้องสาวอายุแปดขวบของสิโมนก็ยังไม่ตื่นมาส่งเช่นกัน ในขณะที่บิลลี่ยกสัมภาระของตนขึ้นรถ พ่อแม่ของสิโมนก็ดึงกี้เข้าไปกอดพร้อมบอกว่า "ขอบคุณสำหรับทุกอย่างนะ พวกเธอเจ๋งมากๆเลย" และ "เดินทางปลอดภัยนะเด็กๆ"
ถึงแม้จะรู้ว่าเดือนมีนาในปี 2014 ก็เจอกันอยู่ดี แต่เด็กไทย-เด็กเยอรมันกอดกันกลมและแน่นจนแทบหายใจไม่ออก ยิ่งเป็นอ้อมกอดจากเซบาสเตียน นักกีฬารักบี้ประจำโรงเรียนด้วยแล้ว ยิ่งสัมผัสได้ถึงความบึกบึนของร่างกายภายใต้เสื้อกันหนาวสีดำได้เลยทีเดียว
แต่นี่ไม่ใช่เวลาฟิน
มาร์ช่าเริ่มร้องไห้และเสียงแหบพร่า ในขณะที่ลาวี่หน้าแดงก่ำเพราะกำลังจะปล่อยโฮออกมา พวกหนุ่มๆยังไม่แสดงทีท่าว่ากำลังเสียใจมากเพียงใดออกมาให้เห็น แต่ถึงกระนั้นก็เถอะ แต่ละคนก็ไม่มีอารมณ์มาตลกกัน
เดือนนึงสำหรับพวกเรามันน้อยไปจริงๆ
หลังจากที่ต้องยอมรับความจริงได้ว่า ถึงเวลาที่พวกเราต้องไปกันแล้ว
เด็กไทยก็กอดพ่อแม่ของครัวโฮสตัวเองแล้วโบกมือให้พวกโฮสก่อนที่จะก้าวเข้าไปในด่าน
ด่านตรวจสัมภาระของที่นี่เข้มงวดมากๆ
กว่าแต่ละคนจะผ่านการตรวจนั้นก็ลุ้นพอสมควร ทั้งพวกเราเองและพวกโฮสที่รอดูอยู่ด้านนอกไม่ยอมหันหลังกลับไปจนกว่าจะแน่ใจว่าพวกเราผ่านไปได้
และแน่นอนว่าคนที่มีปัญหาในเรื่องนี้มากที่สุดก็คือนนท์
แต่ครั้งนี้ไม่ใช่โน๊ตบุ๊ค หากแต่เป็นกล้องราคาเหยียดสองแสนรวมค่าเลนส์
เจ้าหน้าที่หน้าโหดส่องตัวตรวจจับวัตถุระเบิดและสิ่งเสพติดทุกตารางนิ้วของกล้อง พร้อมแกะเลนส์ออกมาดูด้วย
อะไรจะขนาดนั้น...
"ปล่อยผมไปเถอะ" นนท์โวยวายเป็นภาษาไทย พวกเราที่ผ่านออกมาได้ก็ต้องบอกให้นนท์เงียบๆ
เจ้าหน้าที่ใช้วัตถุนั่นแนบไปที่กางเกงนนท์ทั้งด้านหลังและด้านหน้า พร้อมยกรองเท้านนท์มาเพื่อส่อง
อื้อหื้อ...
และนนท์ก็ผ่านจากด่านตรวจสัมภาระนรกนั่นได้ในที่สุด แล้วเราก็หันไปโบกมือให้พวกโฮสอีกครั้งเพื่อเป็นการส่งสัญญาณว่าทุกอย่างเรียบร้อย พวกเขาจะได้สบายใจก่อนแยกย้ายกันกลับบ้านไป
แต่ก็ดีนะที่เขาเข้มงวดขนาดนั้น เพราะนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมบ้านเขามีเรื่องอาชญากรรมเกิดขึ้นน้อยมาก
เราตรงดิ่งไปที่ตม.กัน ครั้งนี้เจ้าหน้าที่ดูใจดีกว่าครั้งแรกที่พวกเรามาถึง
เธอปล่อยให้พวกเราไปต่ออย่างง่ายดาย ไม่เหมือนป้านั่นที่ถามคำถามจุกจิก
พวกเรามาหยุดอยู่ที่ร้านสินค้าปลอดภาษีขนาดใหญ่ ยังเหลือเวลาอีกเยอะที่ให้พวกเราได้ซื้อของที่ระลึกกลับไปฝากคนที่ไทย เราใช้เวลาอยู่ตรงนั้นหลายนาทีก่อนที่จะจ่ายเงินแล้วเดินไปเข้าเกต
เวลา 10.10น.
กี้และนนท์ยังพอมีเงินเหลืออยู่บ้างในซิมการ์ดเครือข่ายที่นี่ จึงสามารถต่อสัญญาณอินเตอร์เน็ตได้เพื่อคุยไลน์กับพ่อแม่ว่าจะออกเดินทางในไม่ช้านี้แล้ว โดยไม่ลืมที่จะเชคอิน ณ สนามบินนานาชาติมิวนิกเป็นครั้งสุดท้ายอีกด้วย จนกระทั่งเป็นเวลาที่พวกเราต้องขึ้นเครื่องบิน
เวลา 10.20น.
ฝนข้างนอกยังคงตกมาอย่างไม่ขาดสาย พร้อมกับเสียงฟ้าร้องที่ได้ยินมาถึงในตัวเครื่อง
เหตุการณ์เป็นเหมือนวันที่พวกเราออกมาจากสุวรรณภูมิ แต่ยังไงพวกเราหกคนก็คิดถึงทางเลือกสองทาง นั่นก็คือ ขอให้ฝนตกหนักจนต้องทำให้ค้างอยู่ที่เยอรมันนีอย่างน้อยหนึ่งวัน กับ ขอให้ถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ
แต่ดูเหมือนเทวดาสัญชาติเยอรมันต้องการให้เป็นแบบตัวเลือกอย่างที่สองมากกว่า
เครื่องบินค่อยๆ ทะยานขึ้นฟ้าอย่างช้าๆ กี้เลือกนั่งติดหน้าต่าง จึงได้เห็นทัศนียภาพของเมืองเบื้องล่างนั่น ทุ่งหญ้าเขียวขจีและฟาร์มเต็มไปหมด ผิดจากที่กรุงเทพ ภาพที่เราเห็นตอนนั้นมีแต่โรงงานอุตสาหกรรม ตึกอาคาร หมู่บ้านจัดสรร และถนนตรอกซอกซอย
เครื่องบินลอยตัวมาอยู่ท่ามกลางหมู่เมฆ
สีเทาของมันเหมือนกับอารมณ์ของพวกเรา ณ ตอนนั้น ไม่มีใครมีความสุขที่ได้กลับบ้านเลยเสียด้วยซ้ำ แต่จะทำอย่างไรได้ หน้าที่ของพวกเราโดนกำหนดมาแค่ในระยะเวลาเกือบๆหนึ่งเดือน
ลาก่อน มิวนิก
นี่เป็นพาร์ทที่ไม่อยากเขียนมากที่สุดเลย เพราะนึกแล้วอดเศร้าไม่ได้
แต่ยังไงก็ต้องเขียนให้จบๆเพื่อให้บทความเรื่องนี้มีจุดสิ้นสุดของมัน . . .
ตำบล แกรเฟลฟิง,มิวนิก, ประเทศเยอรมนี
เวลา 7.00 น.
กี้สำรวจไปรอบๆห้องเพื่อดูว่ามีอะไรตกค้างอีกหรือไม่ ก่อนที่จะรูดซิปกระเป๋าเดินทางสีชมพูใบใหญ่ที่วางอยู่บนพื้นห้อง ในใจก็ได้แต่หวังว่าจะได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง
เมื่อคืนกี้แทบไม่ได้นอนเลย กว่าจะกลับถึงบ้านหลังจากที่ไป Salzburg (ออสเตรีย)ก็ปาเข้าไปสี่ทุ่มกว่าๆ อาบน้ำเสร็จก็นั่งคุยกับลาวี่ถึงเที่ยงคืน จากนั้นก็กลับเข้าห้องจัดของใส่กระเป๋า คุยกับคนที่ไทยจนถึงตีสองตีสาม กี้ก็ยังคงนอนไม่หลับ..
อย่างไรก็ตาม .....อยู่บนเครื่องมีเวลาให้นอนอีกเยอะ
กี้ลากกระเป๋าออกมาจากห้อง พร้อมกินอาหารเช้ามื้อสุดท้ายที่บ้านสีขาวหลังนี้
ฟิลิปป์ น้องชายลาวี่ในวัยสิบห้าปียังไม่ตื่น ส่วนพ่อของลาวี่นั้น ตอนนี้เขาอยู่ที่แฟรงค์เฟิร์ต กำลังทำงานอะไรบางอย่างที่เกี่ยวกับวิศวกรรมไฟฟ้า ในเวลานี้จึงเหลือแค่แม่และลาวี่ที่ตื่นแต่เช้าเช่นกันเพื่อไปส่งกี้ที่สนามบิน
ลาก่อนนะ เเกรเฟลฟิง
แล้วเราก็ถึงหน้าบ้านบิลลี่ที่อยู่ห่างจากบ้านเราแค่หนึ่งสถานีรถไฟ
บิลลี่และครอบครัวโฮสออกมาเราที่หน้าบ้านอยู่แล้ว ลอนญ่า น้องสาวอายุแปดขวบของสิโมนก็ยังไม่ตื่นมาส่งเช่นกัน ในขณะที่บิลลี่ยกสัมภาระของตนขึ้นรถ พ่อแม่ของสิโมนก็ดึงกี้เข้าไปกอดพร้อมบอกว่า "ขอบคุณสำหรับทุกอย่างนะ พวกเธอเจ๋งมากๆเลย" และ "เดินทางปลอดภัยนะเด็กๆ"
กี้จึงตอบกลับไปพร้อมรอยยิ้มแบบเด็กไทย "Vielen vielen Dank!" ขอบคุณมากค่ะ
พ่อแม่ของสิโมนไม่ได้มาด้วย ทั้งสองคนจึงล่ำลาบิลลี่สักพักก่อนที่จะถึงเวลาต้องจากกันจริงๆเสียที
สิบนาทีต่อมา แม่ลาวี่ขับรถไปตามถนนใหญ่บนทางหลวงที่นำทางไปสู่สนามบิน
ท้องฟ้าเช้านี้ครึ้มแปลกๆ เม็ดฝนหยดลงมาปรอยๆ
ช่างแตกต่างจากสภาพอากาศในวันแรกที่พวกเรามาถึงเสียเหลือเกิน
ลาวี่ที่นั่งอยู่เบาะข้างคนขับหันมาพูดติดตลกกับพวกเราว่า ''ฉันกำลังภาวนาว่าให้ฝนตกหนักๆ พวกเธอจะได้อยู่เยอรมนีนานขึ้น "
พวกเราก็ได้แต่หัวเราะแหะๆ
จนกระทั่งรถวอลโว่สีดำมาถึงสนามบินใน Terminal 1
พวกเราลากสัมภาระเข้าไปยังตัวอาคารเพื่อสมทบกับคนอื่นๆ
พิมพ์กับครอบครัวคริสโตรฟรออยู่ตรงนั้นแล้ว เมื่อกี้และบิลลี่เดินเข้าไปใกล้ๆพวกเขา เห็นได้ชัดว่าเพื่อนสาวชาวไทยเพิ่งผ่านการร้องไห้มาหยกๆ
กี้สวมกอดคริสโตรฟแบบหลวมๆ แล้วเข้าไปแตะไหล่พิมพ์เบาๆเพื่อเป็นการให้กำลังใจก่อนที่จะหันไปทักทายพ่อแม่และน้องชายคริสโตรฟ
หลังจากนั้นไม่นาน พวกเราก็เดินไปหน้าที่เชคอินจนได้เจอกับครอบครัวของเซบาสเตียนและนนท์ กับครอบครัวของโลล่า โฮสคนที่สองของจินนี่
พวกเราทักทายกันเป็นพอเป็นพิธี ในขณะที่พ่อแม่ของแต่ละคนกำลังพูดคุยกันอย่างออกรส เด็กไทยและเด็กเยอรมันแต่ละคนแทบไม่มีอารมณ์แม้แต่จะพูดอะไรออกมา
พวกเราต่างก็รู้ว่าในใจของทุกคนเศร้ามากเพียงใด เพียงแต่ไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้เท่านั้น
ครอบครัวของมาร์ช่าและเตยตามมาสมทบเป็นครอบครัวสุดท้าย
มาร์ช่าเดินตรงมากอดพวกเราพร้อมกับมีบางสิ่งมอบให้เด็กไทยด้วย
นั่นก็คือ สายข้อมือที่ถักมาจากไหมพรม ....เตยบอกว่ามาร์ช่าถักให้พวกเราทุกคนเพื่อเป็นของที่ระลึก
พวกเรารับมันมาแล้วผูกมันเข้ากับข้อมือทันที จากนั้นก็ไปต่อแถวเพื่อเชคอิน
บน: มาร์ช่า พิมพ์ คริสโตรฟ บิลลี่ ลาวี่ กี้ เซบาสเตียน
ล่าง: เตย นนท์ จินนี่ สิโมน โลล่า
พิมพ์แทบจะกลั้นน้ำตาไม่ได้อีกรอบ ในขณะที่จินนี่ปล่อยโฮออกมาแล้ว กี้จึงหันไปคุยกับลาวี่แทนเพราะภาพที่เห็นเพื่อนน้ำตานองข้างหน้ามันทำให้รู้สึกอยากร้องไห้ตามไปด้วย
และเมื่อถึงเวลากันจริงๆเสียที
เวลา 9.55 น.
หน้าด่านผู้โดยสารขาเข้าระหว่างประเทศ
แต่นี่ไม่ใช่เวลาฟิน
มาร์ช่าเริ่มร้องไห้และเสียงแหบพร่า ในขณะที่ลาวี่หน้าแดงก่ำเพราะกำลังจะปล่อยโฮออกมา พวกหนุ่มๆยังไม่แสดงทีท่าว่ากำลังเสียใจมากเพียงใดออกมาให้เห็น แต่ถึงกระนั้นก็เถอะ แต่ละคนก็ไม่มีอารมณ์มาตลกกัน
เดือนนึงสำหรับพวกเรามันน้อยไปจริงๆ
หลังจากที่ต้องยอมรับความจริงได้ว่า ถึงเวลาที่พวกเราต้องไปกันแล้ว
เด็กไทยก็กอดพ่อแม่ของครัวโฮสตัวเองแล้วโบกมือให้พวกโฮสก่อนที่จะก้าวเข้าไปในด่าน
ด่านตรวจสัมภาระของที่นี่เข้มงวดมากๆ
กว่าแต่ละคนจะผ่านการตรวจนั้นก็ลุ้นพอสมควร ทั้งพวกเราเองและพวกโฮสที่รอดูอยู่ด้านนอกไม่ยอมหันหลังกลับไปจนกว่าจะแน่ใจว่าพวกเราผ่านไปได้
และแน่นอนว่าคนที่มีปัญหาในเรื่องนี้มากที่สุดก็คือนนท์
แต่ครั้งนี้ไม่ใช่โน๊ตบุ๊ค หากแต่เป็นกล้องราคาเหยียดสองแสนรวมค่าเลนส์
เจ้าหน้าที่หน้าโหดส่องตัวตรวจจับวัตถุระเบิดและสิ่งเสพติดทุกตารางนิ้วของกล้อง พร้อมแกะเลนส์ออกมาดูด้วย
อะไรจะขนาดนั้น...
"ปล่อยผมไปเถอะ" นนท์โวยวายเป็นภาษาไทย พวกเราที่ผ่านออกมาได้ก็ต้องบอกให้นนท์เงียบๆ
เจ้าหน้าที่ใช้วัตถุนั่นแนบไปที่กางเกงนนท์ทั้งด้านหลังและด้านหน้า พร้อมยกรองเท้านนท์มาเพื่อส่อง
อื้อหื้อ...
และนนท์ก็ผ่านจากด่านตรวจสัมภาระนรกนั่นได้ในที่สุด แล้วเราก็หันไปโบกมือให้พวกโฮสอีกครั้งเพื่อเป็นการส่งสัญญาณว่าทุกอย่างเรียบร้อย พวกเขาจะได้สบายใจก่อนแยกย้ายกันกลับบ้านไป
แต่ก็ดีนะที่เขาเข้มงวดขนาดนั้น เพราะนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมบ้านเขามีเรื่องอาชญากรรมเกิดขึ้นน้อยมาก
เราตรงดิ่งไปที่ตม.กัน ครั้งนี้เจ้าหน้าที่ดูใจดีกว่าครั้งแรกที่พวกเรามาถึง
เธอปล่อยให้พวกเราไปต่ออย่างง่ายดาย ไม่เหมือนป้านั่นที่ถามคำถามจุกจิก
พวกเรามาหยุดอยู่ที่ร้านสินค้าปลอดภาษีขนาดใหญ่ ยังเหลือเวลาอีกเยอะที่ให้พวกเราได้ซื้อของที่ระลึกกลับไปฝากคนที่ไทย เราใช้เวลาอยู่ตรงนั้นหลายนาทีก่อนที่จะจ่ายเงินแล้วเดินไปเข้าเกต
เวลา 10.10น.
กี้และนนท์ยังพอมีเงินเหลืออยู่บ้างในซิมการ์ดเครือข่ายที่นี่ จึงสามารถต่อสัญญาณอินเตอร์เน็ตได้เพื่อคุยไลน์กับพ่อแม่ว่าจะออกเดินทางในไม่ช้านี้แล้ว โดยไม่ลืมที่จะเชคอิน ณ สนามบินนานาชาติมิวนิกเป็นครั้งสุดท้ายอีกด้วย จนกระทั่งเป็นเวลาที่พวกเราต้องขึ้นเครื่องบิน
เวลา 10.20น.
ฝนข้างนอกยังคงตกมาอย่างไม่ขาดสาย พร้อมกับเสียงฟ้าร้องที่ได้ยินมาถึงในตัวเครื่อง
เหตุการณ์เป็นเหมือนวันที่พวกเราออกมาจากสุวรรณภูมิ แต่ยังไงพวกเราหกคนก็คิดถึงทางเลือกสองทาง นั่นก็คือ ขอให้ฝนตกหนักจนต้องทำให้ค้างอยู่ที่เยอรมันนีอย่างน้อยหนึ่งวัน กับ ขอให้ถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ
แต่ดูเหมือนเทวดาสัญชาติเยอรมันต้องการให้เป็นแบบตัวเลือกอย่างที่สองมากกว่า
เครื่องบินค่อยๆ ทะยานขึ้นฟ้าอย่างช้าๆ กี้เลือกนั่งติดหน้าต่าง จึงได้เห็นทัศนียภาพของเมืองเบื้องล่างนั่น ทุ่งหญ้าเขียวขจีและฟาร์มเต็มไปหมด ผิดจากที่กรุงเทพ ภาพที่เราเห็นตอนนั้นมีแต่โรงงานอุตสาหกรรม ตึกอาคาร หมู่บ้านจัดสรร และถนนตรอกซอกซอย
เครื่องบินลอยตัวมาอยู่ท่ามกลางหมู่เมฆ
สีเทาของมันเหมือนกับอารมณ์ของพวกเรา ณ ตอนนั้น ไม่มีใครมีความสุขที่ได้กลับบ้านเลยเสียด้วยซ้ำ แต่จะทำอย่างไรได้ หน้าที่ของพวกเราโดนกำหนดมาแค่ในระยะเวลาเกือบๆหนึ่งเดือน
ลาก่อน มิวนิก
ลาก่อน เยอรมนี
ลาก่อน ยุโรป



ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น