ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

การเดินทางของเด็กไทยทั้งหก [ Now boarding ] #3

เวลาล่วงเลยจนกระทั่งถึงวันที่สามสิบ เดือนตุลาคม

นี่เป็นพาร์ทที่ไม่อยากเขียนมากที่สุดเลย เพราะนึกแล้วอดเศร้าไม่ได้
แต่ยังไงก็ต้องเขียนให้จบๆเพื่อให้บทความเรื่องนี้มีจุดสิ้นสุดของมัน . . .

ตำบล แกรเฟลฟิง,มิวนิก, ประเทศเยอรมนี
เวลา 7.00 น.

กี้สำรวจไปรอบๆห้องเพื่อดูว่ามีอะไรตกค้างอีกหรือไม่ ก่อนที่จะรูดซิปกระเป๋าเดินทางสีชมพูใบใหญ่ที่วางอยู่บนพื้นห้อง ในใจก็ได้แต่หวังว่าจะได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง
เมื่อคืนกี้แทบไม่ได้นอนเลย กว่าจะกลับถึงบ้านหลังจากที่ไป Salzburg (ออสเตรีย)ก็ปาเข้าไปสี่ทุ่มกว่าๆ อาบน้ำเสร็จก็นั่งคุยกับลาวี่ถึงเที่ยงคืน จากนั้นก็กลับเข้าห้องจัดของใส่กระเป๋า คุยกับคนที่ไทยจนถึงตีสองตีสาม กี้ก็ยังคงนอนไม่หลับ..

อย่างไรก็ตาม .....อยู่บนเครื่องมีเวลาให้นอนอีกเยอะ



กี้ลากกระเป๋าออกมาจากห้อง พร้อมกินอาหารเช้ามื้อสุดท้ายที่บ้านสีขาวหลังนี้
ฟิลิปป์ น้องชายลาวี่ในวัยสิบห้าปียังไม่ตื่น ส่วนพ่อของลาวี่นั้น ตอนนี้เขาอยู่ที่แฟรงค์เฟิร์ต กำลังทำงานอะไรบางอย่างที่เกี่ยวกับวิศวกรรมไฟฟ้า ในเวลานี้จึงเหลือแค่แม่และลาวี่ที่ตื่นแต่เช้าเช่นกันเพื่อไปส่งกี้ที่สนามบิน


แม่ลาวี่สตาร์ทเครื่องรถยนต์แล้วขับไปตามถนน มุ่งหน้าไปสู่ตำบลลอคแฮมเพื่อไปแวะรับสิโมนกับบิลลี่

ลาก่อนนะ เเกรเฟลฟิง

แล้วเราก็ถึงหน้าบ้านบิลลี่ที่อยู่ห่างจากบ้านเราแค่หนึ่งสถานีรถไฟ
บิลลี่และครอบครัวโฮสออกมาเราที่หน้าบ้านอยู่แล้ว ลอนญ่า น้องสาวอายุแปดขวบของสิโมนก็ยังไม่ตื่นมาส่งเช่นกัน  ในขณะที่บิลลี่ยกสัมภาระของตนขึ้นรถ พ่อแม่ของสิโมนก็ดึงกี้เข้าไปกอดพร้อมบอกว่า "ขอบคุณสำหรับทุกอย่างนะ พวกเธอเจ๋งมากๆเลย" และ "เดินทางปลอดภัยนะเด็กๆ"
กี้จึงตอบกลับไปพร้อมรอยยิ้มแบบเด็กไทย "Vielen vielen Dank!" ขอบคุณมากค่ะ
พ่อแม่ของสิโมนไม่ได้มาด้วย ทั้งสองคนจึงล่ำลาบิลลี่สักพักก่อนที่จะถึงเวลาต้องจากกันจริงๆเสียที 

สิบนาทีต่อมา แม่ลาวี่ขับรถไปตามถนนใหญ่บนทางหลวงที่นำทางไปสู่สนามบิน

ท้องฟ้าเช้านี้ครึ้มแปลกๆ เม็ดฝนหยดลงมาปรอยๆ 
ช่างแตกต่างจากสภาพอากาศในวันแรกที่พวกเรามาถึงเสียเหลือเกิน 
ลาวี่ที่นั่งอยู่เบาะข้างคนขับหันมาพูดติดตลกกับพวกเราว่า ''ฉันกำลังภาวนาว่าให้ฝนตกหนักๆ พวกเธอจะได้อยู่เยอรมนีนานขึ้น " 

พวกเราก็ได้แต่หัวเราะแหะๆ

จนกระทั่งรถวอลโว่สีดำมาถึงสนามบินใน Terminal 1
พวกเราลากสัมภาระเข้าไปยังตัวอาคารเพื่อสมทบกับคนอื่นๆ
พิมพ์กับครอบครัวคริสโตรฟรออยู่ตรงนั้นแล้ว เมื่อกี้และบิลลี่เดินเข้าไปใกล้ๆพวกเขา เห็นได้ชัดว่าเพื่อนสาวชาวไทยเพิ่งผ่านการร้องไห้มาหยกๆ 

กี้สวมกอดคริสโตรฟแบบหลวมๆ แล้วเข้าไปแตะไหล่พิมพ์เบาๆเพื่อเป็นการให้กำลังใจก่อนที่จะหันไปทักทายพ่อแม่และน้องชายคริสโตรฟ 

หลังจากนั้นไม่นาน พวกเราก็เดินไปหน้าที่เชคอินจนได้เจอกับครอบครัวของเซบาสเตียนและนนท์ กับครอบครัวของโลล่า โฮสคนที่สองของจินนี่
พวกเราทักทายกันเป็นพอเป็นพิธี ในขณะที่พ่อแม่ของแต่ละคนกำลังพูดคุยกันอย่างออกรส เด็กไทยและเด็กเยอรมันแต่ละคนแทบไม่มีอารมณ์แม้แต่จะพูดอะไรออกมา

พวกเราต่างก็รู้ว่าในใจของทุกคนเศร้ามากเพียงใด เพียงแต่ไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้เท่านั้น

ครอบครัวของมาร์ช่าและเตยตามมาสมทบเป็นครอบครัวสุดท้าย 
มาร์ช่าเดินตรงมากอดพวกเราพร้อมกับมีบางสิ่งมอบให้เด็กไทยด้วย
นั่นก็คือ สายข้อมือที่ถักมาจากไหมพรม ....เตยบอกว่ามาร์ช่าถักให้พวกเราทุกคนเพื่อเป็นของที่ระลึก

พวกเรารับมันมาแล้วผูกมันเข้ากับข้อมือทันที จากนั้นก็ไปต่อแถวเพื่อเชคอิน


บน: มาร์ช่า พิมพ์ คริสโตรฟ บิลลี่ ลาวี่ กี้ เซบาสเตียน
ล่าง: เตย นนท์ จินนี่ สิโมน โลล่า

พิมพ์แทบจะกลั้นน้ำตาไม่ได้อีกรอบ ในขณะที่จินนี่ปล่อยโฮออกมาแล้ว กี้จึงหันไปคุยกับลาวี่แทนเพราะภาพที่เห็นเพื่อนน้ำตานองข้างหน้ามันทำให้รู้สึกอยากร้องไห้ตามไปด้วย  

และเมื่อถึงเวลากันจริงๆเสียที 

เวลา 9.55 น.
หน้าด่านผู้โดยสารขาเข้าระหว่างประเทศ

ถึงแม้จะรู้ว่าเดือนมีนาในปี 2014 ก็เจอกันอยู่ดี แต่เด็กไทย-เด็กเยอรมันกอดกันกลมและแน่นจนแทบหายใจไม่ออก ยิ่งเป็นอ้อมกอดจากเซบาสเตียน นักกีฬารักบี้ประจำโรงเรียนด้วยแล้ว ยิ่งสัมผัสได้ถึงความบึกบึนของร่างกายภายใต้เสื้อกันหนาวสีดำได้เลยทีเดียว

แต่นี่ไม่ใช่เวลาฟิน

มาร์ช่าเริ่มร้องไห้และเสียงแหบพร่า ในขณะที่ลาวี่หน้าแดงก่ำเพราะกำลังจะปล่อยโฮออกมา พวกหนุ่มๆยังไม่แสดงทีท่าว่ากำลังเสียใจมากเพียงใดออกมาให้เห็น แต่ถึงกระนั้นก็เถอะ แต่ละคนก็ไม่มีอารมณ์มาตลกกัน

เดือนนึงสำหรับพวกเรามันน้อยไปจริงๆ

หลังจากที่ต้องยอมรับความจริงได้ว่า ถึงเวลาที่พวกเราต้องไปกันแล้ว
เด็กไทยก็กอดพ่อแม่ของครัวโฮสตัวเองแล้วโบกมือให้พวกโฮสก่อนที่จะก้าวเข้าไปในด่าน

ด่านตรวจสัมภาระของที่นี่เข้มงวดมากๆ
กว่าแต่ละคนจะผ่านการตรวจนั้นก็ลุ้นพอสมควร ทั้งพวกเราเองและพวกโฮสที่รอดูอยู่ด้านนอกไม่ยอมหันหลังกลับไปจนกว่าจะแน่ใจว่าพวกเราผ่านไปได้
และแน่นอนว่าคนที่มีปัญหาในเรื่องนี้มากที่สุดก็คือนนท์
แต่ครั้งนี้ไม่ใช่โน๊ตบุ๊ค หากแต่เป็นกล้องราคาเหยียดสองแสนรวมค่าเลนส์
เจ้าหน้าที่หน้าโหดส่องตัวตรวจจับวัตถุระเบิดและสิ่งเสพติดทุกตารางนิ้วของกล้อง พร้อมแกะเลนส์ออกมาดูด้วย

อะไรจะขนาดนั้น...

"ปล่อยผมไปเถอะ" นนท์โวยวายเป็นภาษาไทย พวกเราที่ผ่านออกมาได้ก็ต้องบอกให้นนท์เงียบๆ
เจ้าหน้าที่ใช้วัตถุนั่นแนบไปที่กางเกงนนท์ทั้งด้านหลังและด้านหน้า พร้อมยกรองเท้านนท์มาเพื่อส่อง

อื้อหื้อ...

และนนท์ก็ผ่านจากด่านตรวจสัมภาระนรกนั่นได้ในที่สุด แล้วเราก็หันไปโบกมือให้พวกโฮสอีกครั้งเพื่อเป็นการส่งสัญญาณว่าทุกอย่างเรียบร้อย พวกเขาจะได้สบายใจก่อนแยกย้ายกันกลับบ้านไป
แต่ก็ดีนะที่เขาเข้มงวดขนาดนั้น เพราะนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมบ้านเขามีเรื่องอาชญากรรมเกิดขึ้นน้อยมาก

เราตรงดิ่งไปที่ตม.กัน ครั้งนี้เจ้าหน้าที่ดูใจดีกว่าครั้งแรกที่พวกเรามาถึง
เธอปล่อยให้พวกเราไปต่ออย่างง่ายดาย ไม่เหมือนป้านั่นที่ถามคำถามจุกจิก


พวกเรามาหยุดอยู่ที่ร้านสินค้าปลอดภาษีขนาดใหญ่ ยังเหลือเวลาอีกเยอะที่ให้พวกเราได้ซื้อของที่ระลึกกลับไปฝากคนที่ไทย เราใช้เวลาอยู่ตรงนั้นหลายนาทีก่อนที่จะจ่ายเงินแล้วเดินไปเข้าเกต

เวลา 10.10น.

กี้และนนท์ยังพอมีเงินเหลืออยู่บ้างในซิมการ์ดเครือข่ายที่นี่ จึงสามารถต่อสัญญาณอินเตอร์เน็ตได้เพื่อคุยไลน์กับพ่อแม่ว่าจะออกเดินทางในไม่ช้านี้แล้ว โดยไม่ลืมที่จะเชคอิน ณ สนามบินนานาชาติมิวนิกเป็นครั้งสุดท้ายอีกด้วย จนกระทั่งเป็นเวลาที่พวกเราต้องขึ้นเครื่องบิน

เวลา 10.20น.



ฝนข้างนอกยังคงตกมาอย่างไม่ขาดสาย พร้อมกับเสียงฟ้าร้องที่ได้ยินมาถึงในตัวเครื่อง
เหตุการณ์เป็นเหมือนวันที่พวกเราออกมาจากสุวรรณภูมิ แต่ยังไงพวกเราหกคนก็คิดถึงทางเลือกสองทาง นั่นก็คือ ขอให้ฝนตกหนักจนต้องทำให้ค้างอยู่ที่เยอรมันนีอย่างน้อยหนึ่งวัน กับ ขอให้ถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ

แต่ดูเหมือนเทวดาสัญชาติเยอรมันต้องการให้เป็นแบบตัวเลือกอย่างที่สองมากกว่า
เครื่องบินค่อยๆ ทะยานขึ้นฟ้าอย่างช้าๆ กี้เลือกนั่งติดหน้าต่าง จึงได้เห็นทัศนียภาพของเมืองเบื้องล่างนั่น ทุ่งหญ้าเขียวขจีและฟาร์มเต็มไปหมด ผิดจากที่กรุงเทพ ภาพที่เราเห็นตอนนั้นมีแต่โรงงานอุตสาหกรรม ตึกอาคาร หมู่บ้านจัดสรร และถนนตรอกซอกซอย

เครื่องบินลอยตัวมาอยู่ท่ามกลางหมู่เมฆ
สีเทาของมันเหมือนกับอารมณ์ของพวกเรา ณ ตอนนั้น ไม่มีใครมีความสุขที่ได้กลับบ้านเลยเสียด้วยซ้ำ แต่จะทำอย่างไรได้ หน้าที่ของพวกเราโดนกำหนดมาแค่ในระยะเวลาเกือบๆหนึ่งเดือน

ลาก่อน มิวนิก
ลาก่อน เยอรมนี 
ลาก่อน ยุโรป

เเล้วเจอกันใหม่นะ :)

'Don't cry because it's over. Smile because it happened.'

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

[How to] เขียนอีเมลสมัครงานอย่างไร ให้น่าอ่าน

     ช่วงนี้เห็นคนในวงการ HR โดยเฉพาะบนทวิตเตอร์ ออกมาบ่นบ่อย ๆ ว่าเจอแต่เด็กจบใหม่ที่เขียนอีเมลสมัครงานไม่น่าอ่าน แค่หัวอีเมลที่ส่งมาก็พังแล้ว เลยเขี่ยทิ้งซะ      ในฐานะที่เคยมีประสบการณ์ฝึกงานในบริษัทที่ทำเกี่ยวกับ Recruitment  (เป็น Content Editor) เราว่าปัญหาก็คือทักษะการสื่อสารที่คนอาจมองข้ามไป แต่เชื่อไหมว่า HR หลายแห่งเลือกที่จะตัดคุณทิ้ง เพราะอีเมลที่ส่งไปมันไม่ทำให้เขารู้สึกประทับใจ แม้คุณจะมีความสามารถมากขนาดไหนก็ตาม ดังนั้นการสื่อสารเป็นเรื่องสำคัญจริง ๆ นะ ถึงมันจะไม่ได้เป็นตัววัดความเก่งในสายงานที่ทำ แต่การสื่อสารที่ดีสามารถบอกความมีมารยาทและ attitude ของผู้สมัครงานได้ !     แล้วอีเมลที่น่าอ่านควรเป็นอย่างไร ? ในบทความนี้ เราจะแบ่งปันเทคนิคการเขียนอีเมลที่ดีโดยเฉพาะอีเมลสมัครฝึกงาน ซึ่งทั้งหมดมาจากประสบการณ์ของเราโดยตรง อาจจะไม่เป๊ะ 100 % แต่บริษัทตอบกลับมา 100% ค่ะ - ชื่อแอคเคาท์           หลีกเลี่ยงการใช้อีเมลที่เคยสมัครมาเล่น msn สมัยประถม มาสมัครงาน ชื่อแอคเคาท์ที่ดีและดูเป็นมืออาชีพที่สุดค...

[Review] มหากาพย์สอบทุน IAESTE

โย่วๆ มีเรื่องให้กลับมาเขียนบล็อกอีกแล้ว ดีจังเลย .///////////. หลังจากชีวิตตกอยู่ในมรสุมความเครียดมายาวนาน เมนส์ก็มา ๆ หาย ๆ จนแพนิคประสาทกินแทบบ้า วันนี้ (10 กุมภาพันธ์) ที่เรารอคอยก็มาถึงจนได้ มันคือวันประกาศผู้มีสิทธิ์ได้รับทุนฝึกงานต่างประเทศของหน่วยงาน IAESTE นั่นเอง ! บนหน้าเว็บไซต์แจ้งว่าจะประกาศเวลา 18.00 น. แต่เรานี่กระวนกระวายสุด ๆ เลยตัดสินใจกดลิงก์รายชื่อตอนสี่โมงกว่า ๆ ค่ะ ปรากฎว่ากดได้ด้วย เอาวะ....ยังไงก็ต้องรู้ผลภายในวันนี้อยู่ดี *~ให้คุกกี้ทำนายกัน~* ติดค่ะ ! เห็นชื่อตัวเองอยู่บนประกาศ แล้วเป็น 1 ใน 14 คนของสาขาวิศวคอม เกือบกรี๊ดกลางห้องน้ำเซ็นทรัลลาดพร้าวด้วยแหละ โอย พอเห็นว่าติดก็โทรไปบอกพ่อแม่ แม่ตื่นเต้นกว่าเราอีก 5555555555555 เกริ่นมานานละ เดี๋ยวจะท้าวความกันก่อนว่าทุน IAESTE นี้มันคือทุนอะไร มีเงื่อนไขไหม แล้วที่ผ่านมาเราต้องเตรียมตัวยังไงบ้าง IAESTE คือ ? IAESTE ย่อมาจาก International Association for the Exchange of Students for Technical Experience เป็นองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศ จัดตั้งขึ้นครั้งแรกที่ Imperial College กรุงลอนดอน ซ...

[How to] เจาะลึกวิธีขอวีซ่าเชงเก้นเยอรมัน ver.นักศึกษาฝึกงาน

Herzlich Willkommen !! เริ่มต้นด้วยภาษาเยอรมันตัวโตขนาดนี้ บทความนี้ก็ต้องเกี่ยวกับเยอรมันอย่างแน่นอน ~ ช่วงนี้ชีวิตอยู่ในจุดมรสุมอีกแล้ว เนื่องจากการบ้านและสอบเยอะมาก แถมต้องจัดการเอกสารเรื่องวีซ่าอีก บทความนี้จะเจาะลึกลงรายละเอียดขั้นตอนในการยื่นวีซ่าเชงเก้นประเทศเยอรมนี ฉบับนักศึกษาฝึกงาน เนื่องจากที่เห็นตามพันทิปก็มีแต่รีวิวขอเพื่อไปเที่ยว / แต่งงาน /  เรียนต่อระยะยาว เราเลยคิดว่าไหน ๆ ไปขอมาแล้วก็เขียนบทความนี้เลยดีกว่า จะได้เป็นตัวอย่างให้รุ่นน้องรุ่นต่อไปหรือนักศึกษามออื่นที่จะไปฝึกงาน [บทนำ] จากบทความที่แล้วที่ลงรีวิวทุนฝึกงานไอเอสเต้ไว้ สุดท้ายเราขอทำเรื่องสละสิทธิ์ไป และทางไอเอสเต้เองก็ได้เรียกตัวสำรองขึ้นมารับสิทธิ์แทน เหตุผลที่ขอสละสิทธิ์ก็คือ เราได้ไปฝึกงานที่มหาวิทยาลัยในประเทศเยอรมนี และจะได้ทุนจากทางภาควิชาด้วย เราจึงตัดสินใจเลือกทางนี้ค่ะ (หลังจากที่คิดหนักมาหลายคืน) ส่วนอีกเหตุผลที่เลือกฝึกงานประเทศนี้เป็นเพราะเราเคยตั้งใจไว้สมัยตอนปี 1 ว่าเราจะต้องกลับไปเยอรมนีอีกครั้งให้ได้ ไม่ทางใดก็ทางนึง แล้วสุดท้ายก็ได้ไปจริง ๆ 5555555555555555 //กร...