เครื่องบินลอยตัวอยู่ในน่านฟ้าเหนือมหาสมุทรขนาดใหญ่
นำไปสู่อนาคตสามชั่วโมงนับจากตำแหน่งที่เราจากมา
นำไปสู่อนาคตสามชั่วโมงนับจากตำแหน่งที่เราจากมา
ถึงแม้ตัวเครื่องจะมุ่งตรงไปยังหนทางข้างหน้า แต่จิตใจของพวกเราทั้งหกคงยังคงอยู่ที่เดิม ณ ประเทศเยอรมนี สาวๆยังคงซึมอยู่ ในขณะที่เด็กหนุ่มสองคนนั่งเงียบๆ (นึกถึงการกลับไปแล้วเจองานโรงเรียน เจอบ้านเมืองไร้ระเบียบวินัย เจอสภาพอากาศอันไม่น่าภิรมย์แล้วคงจะดีใจที่จะได้กลับบ้านอยู่หรอก! )
อาหารมื้อแรกบนเครื่องบินได้ถูกจัดการเรียบร้อยภายในเวลารวดเร็ว ถึงจะไม่มีอารมณ์ทำอะไร แต่เรื่องกินก็สำคัญ ..
เนื้อนุ่มๆอบราดซอส พร้อมบล๊อคโคลี่ แครอทและมันฝรั่งต้ม
(แน่นอนว่าเป็นเมนูที่กี้สั่ง)
"ป่านนี้พวกนั้นจะทำอะไรอยู่วะ"
"ก็คงกลับบ้านไปนอนร้องไห้คิดถึงพวกเราอยู่แหละมั้ง" นนท์พูดเล่น แต่ประโยคนั้นกลับทำให้พิมพ์ยิ่งซึมมากขึ้น กี้ถอนหายใจพร้อมกับดูนาฬิกาข้อมือของตัวเอง ที่นั่นก็ประมาณบ่ายสองโมงแล้ว
ลาวี่จะร้องไห้เหมือนที่นนท์บอกไหม เหล่าแม่ๆของพวกโฮสจะปรีบตัวได้รึยังว่าเย็นวันนี้ไม่มีเด็กไทยนั่งร่วมโต๊ะกินข้าวเย็นด้วยกันแล้ว ทุกคนกำลังทำอะไรอยู่นะ ?
เพิ่งจากกันไม่นานก็คิดถึงจะแย่ ....
น่าแปลกที่เที่ยวบินของ Qatar Airways ครั้งนี้ เบาะก็ไม่ได้ต่างอะไรจากลำแรกที่พวกเราโดยสารมา แต่ไม่มีใครหลับลงเลย พวกเราต่างบ่นคิดถึงเด็กเยอรมันและมิวนิกไม่หยุด
ณ ท่าอากาศยานสนามบินนานาชาติ โดฮา ประเทศกาตาร์
เวลา 19.00 น. (เวลาท้องถิ่น)
เครื่องบินวนเหนือสนามบินสักพัก ทำให้เราเห็นทัศนีย์ภาพยามเย็นของเมืองโดฮาผ่านกระจก
แสงไฟสีส้มจากรถ ถนน บ้านเรือนเต็มไปหมด แต่ก็ดูไม่วุ่นวายเท่ากรุงเทพ
และเมื่อเครื่องบินแล่นจอดลงบนพื้นรันเวย์ ภาพเหตุการณ์ในความทรงจำครั้งก่อนก็เหมือนจะแล่นเข้ามาในหัวของพวกเราอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นลมอุ่นๆปะทะเข้าที่หน้า ในระหว่างที่เข้าคิวต่อแถวรอรสบัสของสนามบินมารับ การผ่านเครื่องสแกน และการตามหาห้องน้ำ ทุกอย่างเหมือนเราเพิ่งผ่านมันไปเมื่อวานนี้เอง ทั้งๆที่มันก็ผ่านมาแล้วเกือบเดือน...
พวกเรารู้สึกขอบคุณที่วันนี้ไม่ได้ตรงกับวันหยุดสุดสัปดาห์ เพราะเหตุนั้นสนามบินตอนนี้คนไม่เยอะเท่ากับตอนที่เรามาครั้งแรก และแน่นอนว่ามีเก้าอี้ว่างเหลือเฟือให้เรานั่งกันตามอัธยาศัย ที่สำคัญเราสามารถเชื่อมต่อสัญญาณWifi ของที่นี่เข้ากับโทรศัพท์มือถือของตนเองได้เเล้ว
เรารีบเปิดเฟซบุค ไลน์ และว้อทส์แอปป์ทันที
หลังจากที่รายงานพ่อแม่และพวกโฮสว่าตอนนี้เราอยู่โดฮาเป็นที่เรียบร้อย ทุกคนก็สุมหัวกันเพื่อคุยสไกป์กับเซบาสเตียน (เนื่องจากเซบาสเตียนเป็นคนเดียวที่สมัครสไกป์แล้วก่อนหน้าวันที่พวกเรากลับ) เมื่อคุยกับเซบาสเตียนได้สักพักก็บอกลากันเพราะเซบาสเตียนต้องไปกินข้าว
กล่องสนทนาในช่องแชทบนเฟซบุ๊คของแต่ละคนมีคำอวยพรจากเด็กเยอรมันเพียบ พวกเราใช้เวลาที่เหลืออยู่ให้เกิดประโยชน์โดยการนั่งตอบข้อความพวกนั้น ซึ่งส่วนมากเราก็ใช้ข้อความซ้ำๆเดิมๆตอบไปนั่นแหละ
"Danke! Jetzt sind wir schon in Doha. Wir vermissen euch, wirklich!" ขอบใจนะ ตอนนี้พวกเราอยู่โดฮาแล้วหล่ะ เราคิดถึงพวกเธอจริงๆนะ
แล้วหลังจากนั้นพวกเราก็ขึ้นเครื่องอีกครั้ง
ในตอนแรก ไฟลท์ขาไปเยอรมัน กี้เล่นมุก 'ใครไม่ฮา โดฮา' ห้าคนที่เหลือก็ขำกัน
แต่ไฟลท์ขากลับไม่มีใครฮาออกเลย . . . แม้แต่คนคิดมุกยังไม่ฮา
ณ ท่าอากาศยานสนามบินนานาชาติ สุวรรณภูมิ
เวลา 7.00 น.
กี้ตื่นมาจากห้วงนิทราแล้วมองออกไปยังท้องฟ้า
เสียงกัปตันแจ้งให้ทราบด้วยภาษาอังกฤษปนสำเนียงอาหรับที่ฟังแทบไม่รู้เรื่องว่าตอนนี้พวกเราอยู่เหนือน่านฟ้าประเทศไทยแล้ว
"Excuse me, what would you like to drink?" สจ๊วตหน้าคมคนนึงซึ่งกำลังเข็นรถเข็นบริการเครื่องดื่มทักเมื่อเห็นว่าเด็กไทยหน้าหมวยคนนี้ตื่นพอดี
"A glass of WASSER, BITTE."
"pradon?"
"ehh sorry. I mean I would like a glass of water, please."
ในหัวตอนนั้นเต็มไปด้วยคำศัพท์ภาษาเยอรมันหลังจากที่พูดและอยู่รอดเพราะมันมาเป็นระยะเวลาเกือบหนึ่งเดือนเต็มๆ จึงเป็นอีกครั้งที่กี้พูดอังกฤษและเยอรมันผสมๆกันไป
กรุงเทพตอนนั้นมีเมฆหมอกปกคลุมแต่ก็ไม่มาก แสงอาทิตย์อ่อนๆกระทบบนผิวกระจกแล้วสาดส่องเข้ามาในตัวเครื่อง มองลงบนไปเห็นวิถีชีวิตคนเมืองกรุงที่เเสนวุ่นวายอยู่บนถนนใหญ่ วันนี้เป็นวันพฤหัสบดี จึงไม่แปลกที่รถจะเยอะเนื่องจากนักเรียนก็ต้องไปเรียน คนในวัยทำงานก็ต้องแหกขี้ตาตื่นไปทำงานกันแต่เช้า
นี่สินะโลกแห่งความเป็นจริง....
ตีตั๋วกลับมิวนิกได้ไหมเนี่ย
เวลา 7.10 น.
เครื่องบินพาเรามาถึงพื้นรันเวย์อย่างปลอดภัย
"ที่นี่ที่ไหนวะ !!" นนท์โอดครวญ
"ที่มันที่ไหนนนนนน" จินนี่สูดน้ำมูกเฮือกใหญ่
"ท่านกำลังเข้าสู่สุวรรณภูมิ เมืองทายยยยยยยยยยยย" พิมพ์ซึ่งคาดว่าน่าจะทำใจได้แล้วหันมาร้องเพลงด้วยทำนอง 'ขอใจเธอแลกเบอร์โทร' ให้เพื่อนๆฟัง
หลังจากนั้นไม่นานพวกเราที่สะพายกระเป๋าเป้พร้อมหิ้วถุงของฝากกันพะรุงกะรังก็มาอยู่ตรงห้องรับรองผู้โดยสารของสายการบิน Bangkok Airways เพื่อกลับเชียงใหม่ ตอนนั้นหิวมาก พวกเราจึงกินขนมไม่หยุด
เวลา 10.20 น.
ตอนนี้เราอยู่บนเครื่องบินอีกครั้ง แล้วแต่ละคนก็กำลังเผชิญอาการปวดหัวกัน
เวลา 11.20 น.
สวัสดีเชียงใหม่
รู้สึกเสียใจจังที่ได้กลับบ้าน เหอะๆ
"ก็คงกลับบ้านไปนอนร้องไห้คิดถึงพวกเราอยู่แหละมั้ง" นนท์พูดเล่น แต่ประโยคนั้นกลับทำให้พิมพ์ยิ่งซึมมากขึ้น กี้ถอนหายใจพร้อมกับดูนาฬิกาข้อมือของตัวเอง ที่นั่นก็ประมาณบ่ายสองโมงแล้ว
ลาวี่จะร้องไห้เหมือนที่นนท์บอกไหม เหล่าแม่ๆของพวกโฮสจะปรีบตัวได้รึยังว่าเย็นวันนี้ไม่มีเด็กไทยนั่งร่วมโต๊ะกินข้าวเย็นด้วยกันแล้ว ทุกคนกำลังทำอะไรอยู่นะ ?
เพิ่งจากกันไม่นานก็คิดถึงจะแย่ ....
น่าแปลกที่เที่ยวบินของ Qatar Airways ครั้งนี้ เบาะก็ไม่ได้ต่างอะไรจากลำแรกที่พวกเราโดยสารมา แต่ไม่มีใครหลับลงเลย พวกเราต่างบ่นคิดถึงเด็กเยอรมันและมิวนิกไม่หยุด
ณ ท่าอากาศยานสนามบินนานาชาติ โดฮา ประเทศกาตาร์
เวลา 19.00 น. (เวลาท้องถิ่น)
เครื่องบินวนเหนือสนามบินสักพัก ทำให้เราเห็นทัศนีย์ภาพยามเย็นของเมืองโดฮาผ่านกระจก
แสงไฟสีส้มจากรถ ถนน บ้านเรือนเต็มไปหมด แต่ก็ดูไม่วุ่นวายเท่ากรุงเทพ
และเมื่อเครื่องบินแล่นจอดลงบนพื้นรันเวย์ ภาพเหตุการณ์ในความทรงจำครั้งก่อนก็เหมือนจะแล่นเข้ามาในหัวของพวกเราอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นลมอุ่นๆปะทะเข้าที่หน้า ในระหว่างที่เข้าคิวต่อแถวรอรสบัสของสนามบินมารับ การผ่านเครื่องสแกน และการตามหาห้องน้ำ ทุกอย่างเหมือนเราเพิ่งผ่านมันไปเมื่อวานนี้เอง ทั้งๆที่มันก็ผ่านมาแล้วเกือบเดือน...
พวกเรารู้สึกขอบคุณที่วันนี้ไม่ได้ตรงกับวันหยุดสุดสัปดาห์ เพราะเหตุนั้นสนามบินตอนนี้คนไม่เยอะเท่ากับตอนที่เรามาครั้งแรก และแน่นอนว่ามีเก้าอี้ว่างเหลือเฟือให้เรานั่งกันตามอัธยาศัย ที่สำคัญเราสามารถเชื่อมต่อสัญญาณWifi ของที่นี่เข้ากับโทรศัพท์มือถือของตนเองได้เเล้ว
เรารีบเปิดเฟซบุค ไลน์ และว้อทส์แอปป์ทันที
หลังจากที่รายงานพ่อแม่และพวกโฮสว่าตอนนี้เราอยู่โดฮาเป็นที่เรียบร้อย ทุกคนก็สุมหัวกันเพื่อคุยสไกป์กับเซบาสเตียน (เนื่องจากเซบาสเตียนเป็นคนเดียวที่สมัครสไกป์แล้วก่อนหน้าวันที่พวกเรากลับ) เมื่อคุยกับเซบาสเตียนได้สักพักก็บอกลากันเพราะเซบาสเตียนต้องไปกินข้าว
กล่องสนทนาในช่องแชทบนเฟซบุ๊คของแต่ละคนมีคำอวยพรจากเด็กเยอรมันเพียบ พวกเราใช้เวลาที่เหลืออยู่ให้เกิดประโยชน์โดยการนั่งตอบข้อความพวกนั้น ซึ่งส่วนมากเราก็ใช้ข้อความซ้ำๆเดิมๆตอบไปนั่นแหละ
"Danke! Jetzt sind wir schon in Doha. Wir vermissen euch, wirklich!" ขอบใจนะ ตอนนี้พวกเราอยู่โดฮาแล้วหล่ะ เราคิดถึงพวกเธอจริงๆนะ
แล้วหลังจากนั้นพวกเราก็ขึ้นเครื่องอีกครั้ง
ในตอนแรก ไฟลท์ขาไปเยอรมัน กี้เล่นมุก 'ใครไม่ฮา โดฮา' ห้าคนที่เหลือก็ขำกัน
แต่ไฟลท์ขากลับไม่มีใครฮาออกเลย . . . แม้แต่คนคิดมุกยังไม่ฮา
ณ ท่าอากาศยานสนามบินนานาชาติ สุวรรณภูมิ
เวลา 7.00 น.
กี้ตื่นมาจากห้วงนิทราแล้วมองออกไปยังท้องฟ้า
เสียงกัปตันแจ้งให้ทราบด้วยภาษาอังกฤษปนสำเนียงอาหรับที่ฟังแทบไม่รู้เรื่องว่าตอนนี้พวกเราอยู่เหนือน่านฟ้าประเทศไทยแล้ว
"Excuse me, what would you like to drink?" สจ๊วตหน้าคมคนนึงซึ่งกำลังเข็นรถเข็นบริการเครื่องดื่มทักเมื่อเห็นว่าเด็กไทยหน้าหมวยคนนี้ตื่นพอดี
"A glass of WASSER, BITTE."
"pradon?"
"ehh sorry. I mean I would like a glass of water, please."
ในหัวตอนนั้นเต็มไปด้วยคำศัพท์ภาษาเยอรมันหลังจากที่พูดและอยู่รอดเพราะมันมาเป็นระยะเวลาเกือบหนึ่งเดือนเต็มๆ จึงเป็นอีกครั้งที่กี้พูดอังกฤษและเยอรมันผสมๆกันไป
กรุงเทพตอนนั้นมีเมฆหมอกปกคลุมแต่ก็ไม่มาก แสงอาทิตย์อ่อนๆกระทบบนผิวกระจกแล้วสาดส่องเข้ามาในตัวเครื่อง มองลงบนไปเห็นวิถีชีวิตคนเมืองกรุงที่เเสนวุ่นวายอยู่บนถนนใหญ่ วันนี้เป็นวันพฤหัสบดี จึงไม่แปลกที่รถจะเยอะเนื่องจากนักเรียนก็ต้องไปเรียน คนในวัยทำงานก็ต้องแหกขี้ตาตื่นไปทำงานกันแต่เช้า
นี่สินะโลกแห่งความเป็นจริง....
ตีตั๋วกลับมิวนิกได้ไหมเนี่ย
เวลา 7.10 น.
เครื่องบินพาเรามาถึงพื้นรันเวย์อย่างปลอดภัย
"ที่นี่ที่ไหนวะ !!" นนท์โอดครวญ
"ที่มันที่ไหนนนนนน" จินนี่สูดน้ำมูกเฮือกใหญ่
"ท่านกำลังเข้าสู่สุวรรณภูมิ เมืองทายยยยยยยยยยยย" พิมพ์ซึ่งคาดว่าน่าจะทำใจได้แล้วหันมาร้องเพลงด้วยทำนอง 'ขอใจเธอแลกเบอร์โทร' ให้เพื่อนๆฟัง
หลังจากนั้นไม่นานพวกเราที่สะพายกระเป๋าเป้พร้อมหิ้วถุงของฝากกันพะรุงกะรังก็มาอยู่ตรงห้องรับรองผู้โดยสารของสายการบิน Bangkok Airways เพื่อกลับเชียงใหม่ ตอนนั้นหิวมาก พวกเราจึงกินขนมไม่หยุด
เวลา 10.20 น.
ตอนนี้เราอยู่บนเครื่องบินอีกครั้ง แล้วแต่ละคนก็กำลังเผชิญอาการปวดหัวกัน
เวลา 11.20 น.
สวัสดีเชียงใหม่
รู้สึกเสียใจจังที่ได้กลับบ้าน เหอะๆ
เห็นเรายิ้มกันแบบเงียบๆแต่ความเศร้าใจที่มีก็เพียบนะคะ

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น