ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

การเดินทางของเด็กไทยทั้งหก [ DEPARTURES ] #2

จากไทยสู่เมืองโดฮา,ประเทศกาตาร์


ยินดีต้อนรับสู่เที่ยวบิน Qatar Airways อีกครั้ง
ในพาร์ทนี้ จะขอเล่าประสบการณ์เที่ยวบินสู่อดีต. . . เที่ยวบินที่ไปสู่ประเทศซึ่งช้ากว่าไทย 2-3ชั่วโมง

ณ ท่าอากาศยานนานาชาติโดฮา ประเทศกาตาร์
เวลา 23.35 น.

เครื่องบินค่อยๆไถลไปตามรันเวย์พร้อมๆกับบนจอที่กำลังฉายภาพโฆษณาโปรโมทเมืองโดฮาโดยได้นักเตะทีมบาซาร์มาเป็นนักแสดง ตัดไปเป็นเสียงของกัปตัน เป็นสัญญาณบ่งบอกว่า เราถึงเมืองหลวงของประเทศกาตาร์เรียบร้อยโดยสวัสดิภาพ

เด็กไทยนำสัมภาระลงมาจากช่องเก็บเหนือเบาะ แล้วเตรียมพาส์ปอร์ตและตั๋วในซองจดหมายประทับตราโรงเรียนมาถือไว้ในมือ ก่อนที่จะออกลงไปทางบันไดเพื่อขึ้นรถบัสซึ่งจะพาเราเข้าไปสู่อาคารผู้โดยสาร

ร้อน 

อากาศที่นี่ไม่ได้ต่างอะไรจากที่กรุงเทพมากเท่าไหร่  แต่ด้วยความที่อยู่ในความเย็นบนตัวเครื่องมาเกือบๆหกชั่วโมง จึงอดไม่ได้ที่แต่ละคนจะบ่นว่าร้อน

พอถึงข้างในตัวอาคาร พวกเราก็ไปต่อแถวตรวจกระเป๋าของช่องผู้โดยสารต่างชาติทันที
กี้ ยืนรอคนข้างหน้าอย่างสลึมสลือ ปรกติก็ตาตี่อยู่แล้ว นี่บวกด้วยความง่วงที่หลับๆตื่นๆตลอดการเดินทาง แทบจะไม่เห็นภาพที่ปรากฏข้างหน้าเลยทีเดียว

"Nǐ hǎo" เจ้าหน้าที่สนามบินที่ยืนอยู่ตรงนั้นทักทายพร้อมยิ้มให้อย่างเป็นมิตร
"ห้ะ" คนที่ถูกทักเข้าใจว่าตัวเองได้ยินอะไรผิด 
"Nǐ hǎo..." เจ้าหน้าที่คนเดิมยังคงพูดคำเดิม แต่ด้วยความที่เรียนภาษาจีนมาบ้างที่โรงเรียน คนที่ถูกทักจึงรู้ว่าเขากล่าวทักทาย 
"เอ่อ .... ich bin nicht เอ้ย I'm not from China." กี้ยังคงเบลอๆพูดอังกฤษปนเยอรมัน จนเจ้าหน้าที่คนนั้นก็เกาหัวแกร็กๆงงๆตามไปด้วย
"Oh  I thought you were Chinese, sorry." เขายิ้มแก้เขิน "Where are you from?"
"I'm from Thailand." กี้ส่งรอยยิ้มแบบคนไทยไปให้ ก่อนที่จะเคลื่อนตัว นำกระเป๋าเป้เข้าไปในช่องสแกน

แน่นอนว่า ครั้งนี้เราก็ต้องรอนนท์จัดการกับโน๊ตบุ๊คราคาแพงของตนเองอีกครั้ง

"มะกี้เจ้าหน้าที่เขาพูดอะไรกับแกหรอ " บิลลี่ ผู้ซึ่งไม่อยู่ในเหตุการณ์เมื่อสักครูเอ่ยปากถาม
"เขาคิดว่าเค้าเป็นคนจีนว่ะ เลยพูดหนี่ฮ่าวใส่เค้า "
"แหม่ ก็ตาตี่ขนาดนี้" พิมพ์บุญแซว

เวลา 0.00 น.

เที่ยงคืนของกาตาร์ตรงกับเวลาเกือบๆ ตีสามของประเทศไทย
ป่านนี้คนที่นั่นคงหลับกันไปหมดเเล้ว

หลังจากที่แยกย้ายกันไปทำธุระส่วนตัวที่ห้องน้ำ พวกเราก็พากันมาหาที่นั่งหน้าเกต รอเวลาอีกครั้ง
สนามบินในขณะนี้แออัดพอสมควร มีชาวแขกเต็มไปหมด

"ที่นี่มี Wifi ด้วย" นนท์บอกขณะที่เช็คโทรศัพท์ของตน
ไม่ต้องรอให้นนท์พูดจบ พวกเราที่เหลือก็รีบเข้ารับสัญญาณWifi ทันที

"ทำไมมันคอนเนคช้าจังวะ"
 "นั่นดิ"
"เชี่ย ไม่ติด !!"
 "ชิบหายละ คอนเนคได้แต่เล่นไรไม่ได้เลยว่ะ"
"ชิทททททททท"

พวกเราโวยวายกันขณะที่นั่งอยู่บนพื้น
ใช่ เรานั่งกันบนพื้นจริงๆ ก็อย่างที่บอกว่าที่นั่นแออัดมาก ไม่มีที่ว่างให้เด็กไทยตาดำๆนั่งเลยสักที่
โชคดีที่พิมพ์บุญมีอนิเมะเก็บไว้ในไอแพด อย่างน้อยพวกเราก็ได้ดูเรื่องเฮตาเลียแก้เบื่อ
รูปนี้ถูกถ่ายหลังจากที่มีคนสละที่นั่งให้พวกเรา
เวลา 2.00 น.
จนกระทั่งถึงเวลาที่ต้องเข้าเกต
พวกเราต่อแถวกันเพื่อให้เจ้าหน้าที่เคาท์เตอร์ Qatar Airways ประทับตราตั๋ว ซึ่งในขณะนั้นเจ้าหน้าที่เป็นฝรั่งผมทองอายุประมาณ 30 กว่าๆ หน้าตานิ่งๆ เขาตรวจบิลลี่ จินนี่ พิมพ์ นนท์และเตยตามลำดับ

จนกระทั่งคนโดนแจ๊กพอตในรอบนี้ก็เป็นกี้ที่ยืนท้ายสุด

กี้ยื่นพาสปอร์ตพร้อมตั๋วในซองจดหมายให้เจ้าหน้าที่หน้าตาเคร่งขรึมคนนั้น
"สวัสดีครับ" เจ้าหน้าที่ฝรั่งคนนั้นยกมือไหว้เราพร้อมส่งรอยยิ้มทันทีที่เขาเห็นพาสปอร์ตเล่มสีแดงปรากฏตราครุฑ สัญลักษณ์ที่สูงส่งแห่งแผ่นดินสยาม

"เอ่อ ..สวัสดีค่ะ...." กี้ไหว้กลับตามความเป็นไทยพร้อมๆกับความอึ้งกิมกี่
แล้วทำไมมะกี้เขาไม่ได้ทักห้าคนนั้นแบบนี้บ้างหล่ะ   กี้คิด แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรออกมา ก่อนที่จะรับพาสปอร์ตแล้วรีบวิ่งไปสมทบกับเพื่อนๆ

เรานั่งรถบัสออกมาจากนอกตัวอาคารเพื่อไปยังเครื่องบินลำใหญ่อีกครั้ง
ลมอุ่นๆพัดผ่านมาสัมผัสกับใบหน้าเราแต่ละคน จนกระทั่งเราเข้าไปสู่ความหนาวในตัวเครื่อง
และก็เหมือนเดิมที่พนักงานต้อนรับหรือแอร์โฮสเตสของสายการบินนี้ต้อนรับเราอย่างอบอุ่น

นนท์ได้สังเกตเห็นอะไรบางอย่าง

"พี่เป็นคนไทยหรอครับ" นนท์อ่านป้ายชื่อพี่แอร์โฮสเตสสาวสวยที่ยืนต้อนรับตรงนั้น
"ใช่ค่ะ " พี่สาวคนนั้นประหลาดใจเล็กน้อย ในขณะที่พวกเรารู้สึกดีใจกันมาก
"สวัสดีค่า/สวัสดีครับ" พวกเราหกคนรีบยกมือไหว้ 
"มากันเองหรอคะน้องๆ ไปทำอะไรที่เยอรมันเนี่ย" พี่สาวถามอย่างเป็นมิตร
"ใช่ค่ะ มากันหกคน ไปแลกเปลี่ยนที่นั่นเดือนนึงค่ะ" เตยตอบ
"โห เก่งจังเลย นั่งเบาะที่เท่าไหร่กันคะ มา ตามมา..เดี๋ยวพี่พาไป" พี่สาวคนสวยนำทางพวกเราไปยังเบาะตามหมายเลขตั๋ว พอเราได้เจอที่นั่งกันเรียบร้อย พี่เขาก็นำถาดที่เต็มไปด้วยลูกอมมาให้เราหยิบ

"หยิบตามสบายเลยน้า หยิบไปเยอะๆเลยก็ได้" พี่แอร์โฮสเตสบอก ก่อนที่จะบริการถาดลูกอมไปให้ผู้โดยสารคนอื่นต่อ

เวลา 2.35 น.

พวกเราใช้เวลาที่เหลือก่อนถึงประเทศเยอรมนีอย่างกระวนกระวายใจ
เพราะในอีก 5 ชั่วโมงที่จะถึงข้างหน้านี้ พวกเราก็จะได้เจอโฮสกันแล้ว

ด้วยความเหนื่อยล้า นนท์จึงเข้าสู่นิทราเป็นคนแรก จากนั้นที่เหลือก็เริ่มหลับตามนนท์ไปหลังจากดูหนังดูการ์ตูนบนหน้าจอสักพัก จนกระทั่งถึงเวลาอาหารอีกมื้อ เราตื่นขึ้นมา

เป็นอีกครั้งที่ทุกคนต่างมีความคิดเห็นเหมือนกันว่า 'อาหารที่กี้สั่งน่ากินที่สุด'
กี้ ผู้สั่งอาหารไม่เหมือนเพื่อนๆเลยสักมื้อ และก็จะมีคนแย่งกินนิดๆหน่อยๆทุกมื้อด้วย 

ไม่เคยอิ่มเลยสักมื้อ -*-

เวลา 5.50 น.

กี้รู้สึกปวดจมูกแปลกๆ จึงตื่นขึ้นมาแล้วพบว่า มีเลือดกำเดาออกไม่น้อยเลยทีเดียว

เวรกรรม . . .

เวลา 6.40 น.

พวกเราเริ่มทยอยลืมตาตื่นกันด้วยความตื่นเต้น 
ก็ในอีกไม่ถึงชั่วโมงข้างหน้า เครื่องบินจะแลนด์แล้วน่ะสิ !
บทสนทนาในระหว่างนี้ก็คงจะหนีไม่พ้นในหัวข้อ "โฮสจะเป็นยังไง" "โฮสจะต้อนรับเรายังไง" "โฮสจะมารอรับเราตามเวลารึเปล่า " ถ้าเจอหน้าโฮสจะพูดว่าอะไรดี" 



ณ สนามบินนานาชาติมิวนิก ประเทศเยอรมนี
เวลา 7.30 น.

ถึงแล้ว !!

หลังจากที่ล่ำลาพี่แอร์โฮสเตสคนไทย พวกเราก็รีบลงจากเครื่องเพื่อไปยังด่านตรวจคนเข้าเมืองทันที
(เราต้องวิ่งสวนแข่งความทรมานจากสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในท้อง ฮ่ะๆ )

และแล้วก็เจอกับด่านตรวจคนเข้าเมืองของสนามบิน
แหม่ ....แต่ละคนนี่หน้าโหดเหลือเกิน
พวกเราส่งเตยไปต่อแถวเป็นคนแรก เพราะเนื่องจากเตยมีสกิลภาษาเยอรมันขั้นสูงมากกว่าที่เหลือ เผื่อว่าป้าดุๆตรงโต๊ะนั่นถามอะไร เตยจะได้ชิงตอบก่อนได้

ข้อสันนิษฐานก็เป็นไปตามที่พวกเราคิดไว้
ป้านั่นถามอะไรบางอย่างกับเตยจริงๆ 



พอพวกเราทั้งหกหลุดพ้นมาจากตม. ก็วิ่งต่อไปยังสายพานกระเป๋า
เป็นเวลานานมากที่กว่ากระเป๋าของพวกเราจะโผล่มาให้เห็น
โชคร้ายที่แถวนั้นไม่มีห้องน้ำ ..... พวกเราก็ได้แต่กลั้นต่อไป

ใครมันสร้างสนามบินวะ  ห้องน้ำก็หายากเหลือเกิน !

เด็กไทยทั้งหกคนลากกระเป๋าออกมาถึงประตูที่มีคนข้างนอกนั่นรออยู่

พิมพ์บุญเป็นคนแรกที่เจอโฮส จากนั้นก็เป็นจินนี่ เตย และนนท์ 

พวกที่เจอโฮสแล้วต่างก็แยะย้ายกันกลับบ้าน ยกเว้นกี้และบิลลี่ที่ยังไม่มีใครมารับ
พวกเราสองคนเริ่มกระวนกระวายอีกครั้ง จนกระทั่งกี้เห็นเด็กผู้หญิงผมสีน้ำตาลทองที่คุ้นๆหน้าเหมือนในรูปบนอีเมล วิ่งมากอด 
"Hallo, Kie!!" ลาวี่ หรือลาวีเนียกล่าวทักทาย
"Hallo, Lavi !" กี้กอดเธอกลับด้วยความดีใจพร้อมๆมองไปข้างหลังลาวี่

แม่ลาวี่เดินมาพร้อมกับแม่สิโมนและเด็กหนุ่มผมทองร่างบาง ...สิโมนนั่นเอง

"Hallo, Billy !"
"Hallo, Simon!"  
สองคนนั้นเชคแฮนด์กัน

"Hallo, wie geht's dir, Kie?" สิกริด แม่ของลาวี่ทักทายพร้อมกับการไหว้เพราะเห็นว่าพวกเรามาจากไทย
"Super, danke." กี้ยกมือไหว้กลับพร้อมส่งยิ้มให้ตามฉบับเด็กไทยเช่นเคย

จากนั้นพวกเราก็พากันกลับบ้าน โดยที่แม่สิโมนขับรถไปส่ง 
ลาวี่ขอโทษที่มารับพวกเราช้า เนื่องจากจำไม่ได้ว่าเราอยู่ Terminal ไหน
แต่ช่างเถอะ เจอหน้าโฮสก็อุ่นใจแล้ว ถึงแม้อากาศจะหนาวเมื่อเทียบกับบ้านเราก็ตาม

ระหว่างทางจากตัวสนามบินไปสู่ตัวเมืองมิวนิก กี้และบิลลี่มองออกไปนอกหน้าต่าง สำรวจเส้นทางการคมนาคมและสภาพอากาศของประเทศเยอรมนีในวันนั้น

ท้องฟ้าเปิดโล่ง มีเมฆเป็นย่อมๆ แสงแดดส่องลงมาอย่างสดใส
แม่ลาวี่บอกว่า 'นานๆทีอากาศจะดีแบบนี้ สงสัยเป็นเพราะพวกเธอมา อากาศเลยเพอร์เฟคน่ะ'

กี้หัวเราะเบาๆพร้อมกับครุ่นคิดว่า ในอีกเกือบๆสี่สัปดาห์ข้างหน้า พวกเราจะเจออะไรกันบ้าง


สวัสดีมิวนิก !











ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

[How to] เขียนอีเมลสมัครงานอย่างไร ให้น่าอ่าน

     ช่วงนี้เห็นคนในวงการ HR โดยเฉพาะบนทวิตเตอร์ ออกมาบ่นบ่อย ๆ ว่าเจอแต่เด็กจบใหม่ที่เขียนอีเมลสมัครงานไม่น่าอ่าน แค่หัวอีเมลที่ส่งมาก็พังแล้ว เลยเขี่ยทิ้งซะ      ในฐานะที่เคยมีประสบการณ์ฝึกงานในบริษัทที่ทำเกี่ยวกับ Recruitment  (เป็น Content Editor) เราว่าปัญหาก็คือทักษะการสื่อสารที่คนอาจมองข้ามไป แต่เชื่อไหมว่า HR หลายแห่งเลือกที่จะตัดคุณทิ้ง เพราะอีเมลที่ส่งไปมันไม่ทำให้เขารู้สึกประทับใจ แม้คุณจะมีความสามารถมากขนาดไหนก็ตาม ดังนั้นการสื่อสารเป็นเรื่องสำคัญจริง ๆ นะ ถึงมันจะไม่ได้เป็นตัววัดความเก่งในสายงานที่ทำ แต่การสื่อสารที่ดีสามารถบอกความมีมารยาทและ attitude ของผู้สมัครงานได้ !     แล้วอีเมลที่น่าอ่านควรเป็นอย่างไร ? ในบทความนี้ เราจะแบ่งปันเทคนิคการเขียนอีเมลที่ดีโดยเฉพาะอีเมลสมัครฝึกงาน ซึ่งทั้งหมดมาจากประสบการณ์ของเราโดยตรง อาจจะไม่เป๊ะ 100 % แต่บริษัทตอบกลับมา 100% ค่ะ - ชื่อแอคเคาท์           หลีกเลี่ยงการใช้อีเมลที่เคยสมัครมาเล่น msn สมัยประถม มาสมัครงาน ชื่อแอคเคาท์ที่ดีและดูเป็นมืออาชีพที่สุดค...

[Review] มหากาพย์สอบทุน IAESTE

โย่วๆ มีเรื่องให้กลับมาเขียนบล็อกอีกแล้ว ดีจังเลย .///////////. หลังจากชีวิตตกอยู่ในมรสุมความเครียดมายาวนาน เมนส์ก็มา ๆ หาย ๆ จนแพนิคประสาทกินแทบบ้า วันนี้ (10 กุมภาพันธ์) ที่เรารอคอยก็มาถึงจนได้ มันคือวันประกาศผู้มีสิทธิ์ได้รับทุนฝึกงานต่างประเทศของหน่วยงาน IAESTE นั่นเอง ! บนหน้าเว็บไซต์แจ้งว่าจะประกาศเวลา 18.00 น. แต่เรานี่กระวนกระวายสุด ๆ เลยตัดสินใจกดลิงก์รายชื่อตอนสี่โมงกว่า ๆ ค่ะ ปรากฎว่ากดได้ด้วย เอาวะ....ยังไงก็ต้องรู้ผลภายในวันนี้อยู่ดี *~ให้คุกกี้ทำนายกัน~* ติดค่ะ ! เห็นชื่อตัวเองอยู่บนประกาศ แล้วเป็น 1 ใน 14 คนของสาขาวิศวคอม เกือบกรี๊ดกลางห้องน้ำเซ็นทรัลลาดพร้าวด้วยแหละ โอย พอเห็นว่าติดก็โทรไปบอกพ่อแม่ แม่ตื่นเต้นกว่าเราอีก 5555555555555 เกริ่นมานานละ เดี๋ยวจะท้าวความกันก่อนว่าทุน IAESTE นี้มันคือทุนอะไร มีเงื่อนไขไหม แล้วที่ผ่านมาเราต้องเตรียมตัวยังไงบ้าง IAESTE คือ ? IAESTE ย่อมาจาก International Association for the Exchange of Students for Technical Experience เป็นองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศ จัดตั้งขึ้นครั้งแรกที่ Imperial College กรุงลอนดอน ซ...

[How to] เจาะลึกวิธีขอวีซ่าเชงเก้นเยอรมัน ver.นักศึกษาฝึกงาน

Herzlich Willkommen !! เริ่มต้นด้วยภาษาเยอรมันตัวโตขนาดนี้ บทความนี้ก็ต้องเกี่ยวกับเยอรมันอย่างแน่นอน ~ ช่วงนี้ชีวิตอยู่ในจุดมรสุมอีกแล้ว เนื่องจากการบ้านและสอบเยอะมาก แถมต้องจัดการเอกสารเรื่องวีซ่าอีก บทความนี้จะเจาะลึกลงรายละเอียดขั้นตอนในการยื่นวีซ่าเชงเก้นประเทศเยอรมนี ฉบับนักศึกษาฝึกงาน เนื่องจากที่เห็นตามพันทิปก็มีแต่รีวิวขอเพื่อไปเที่ยว / แต่งงาน /  เรียนต่อระยะยาว เราเลยคิดว่าไหน ๆ ไปขอมาแล้วก็เขียนบทความนี้เลยดีกว่า จะได้เป็นตัวอย่างให้รุ่นน้องรุ่นต่อไปหรือนักศึกษามออื่นที่จะไปฝึกงาน [บทนำ] จากบทความที่แล้วที่ลงรีวิวทุนฝึกงานไอเอสเต้ไว้ สุดท้ายเราขอทำเรื่องสละสิทธิ์ไป และทางไอเอสเต้เองก็ได้เรียกตัวสำรองขึ้นมารับสิทธิ์แทน เหตุผลที่ขอสละสิทธิ์ก็คือ เราได้ไปฝึกงานที่มหาวิทยาลัยในประเทศเยอรมนี และจะได้ทุนจากทางภาควิชาด้วย เราจึงตัดสินใจเลือกทางนี้ค่ะ (หลังจากที่คิดหนักมาหลายคืน) ส่วนอีกเหตุผลที่เลือกฝึกงานประเทศนี้เป็นเพราะเราเคยตั้งใจไว้สมัยตอนปี 1 ว่าเราจะต้องกลับไปเยอรมนีอีกครั้งให้ได้ ไม่ทางใดก็ทางนึง แล้วสุดท้ายก็ได้ไปจริง ๆ 5555555555555555 //กร...