วันที่ 2 ตุลาคม 2556
ณ ท่าอากาศยานสนามบินนานาชาติ เชียงใหม่
เวลา 14.00 น.
สนามบินวันนี้แน่นขนัด เป็นเวลาอยู่หลายชั่วโมงกว่าครอบครัวนึงจะวนหาที่จอดรถได้
กี้ ผู้เดินทางมาถึงสนามบินเป็นคนแรก ลากกระเป๋าสีชมพูสดเข้าไปในตัวอาคาร โดยมีพ่อและแม่เดินตามมาด้วย หลังจากนั้นอีกประมาณสิบนาที เตยและบิลลี่ก็มาถึงในเวลาใกล้เคียงกัน
เตยดูมีของพะรุงพะรังมากที่สุด เพราะมือข้างนึงลากกระเป๋า มือข้างนึงถือหมอนรองคอลายลิลัคคุมะขณะที่ไหล่ก็มีสายกระเป๋ากล้องคล้องไว้อยู่ ในขณะที่บิลลี่และกี้มีเป็นสะพายไว้คนละใบ
จากนั้นไม่นาน จินนี่ พิมพ์บุญและนนท์ก็ตามมาติดๆ
คำถามแรกที่ทักทายกันก็คือ "กระเป๋าหนักไหม"
เนื่องจากสายการบิน Qatar Airways เปิดให้โหลดกระเป๋ามากที่สุด 30kg
ในกระเป็าพวกเราเต็มไปด้วยเสื้อผ้าที่ใช้อยู่ภายในระยะเวลา 1 เดือน ของส่วนตัว ดิกชันนารี ของฝากโฮสและที่สำคัญ.... อุปกรณ์ที่ใช้ในการแสดง
มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับจินนี่ที่กระเป๋าเดินทางเล็กที่สุด
แต่สำหรับกี้แล้ว ด้วยความที่ขนของไปทั้งหมดแค่ 18kg เท่านั้น การจำกัดน้ำหนักกระเป๋าจึงไม่ใช่ปัญหา ทันทีที่ทุกคนรู้ว่ากระเป๋าสีชมพูสดใบนั้นหนักน้อยที่สุดในกลุ่ม คำถามถัดมาก็คือ
"ทำไมเอาของไปน้อยจัง !?"
เวลา 15.30 น.
คุณครูที่โรงเรียนเดินทางมาถึง ซึ่งก็ประกอบด้วยบุคคลสำคัญที่โครงการนี้จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลยหากขาดพวกท่าน พ่อแม่พวกเราพูดคุยกับพวกคุณครู ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องอะไรหรอก บทสนทนานั้นเกี่ยวกับพวกเราล้วนๆ และเมื่อได้เวลา การถ่ายรูปย่อมเกิดขึ้น
การเดินทางครั้งนี้ ถึงแม้ว่าเราจะอยู่ในความเป็นอิสรภาพ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่กดดันอะไรเลย
มีผู้ใหญ่มากมายที่คาดความหวังไว้ที่พวกเราสูงมาก โดยเฉพาะครูทุกท่านที่ประสานงานโครงการนี้กับทางเยอรมนี
ณ ท่าอากาศยานสนามบินนานาชาติ เชียงใหม่
เวลา 14.00 น.
สนามบินวันนี้แน่นขนัด เป็นเวลาอยู่หลายชั่วโมงกว่าครอบครัวนึงจะวนหาที่จอดรถได้
กี้ ผู้เดินทางมาถึงสนามบินเป็นคนแรก ลากกระเป๋าสีชมพูสดเข้าไปในตัวอาคาร โดยมีพ่อและแม่เดินตามมาด้วย หลังจากนั้นอีกประมาณสิบนาที เตยและบิลลี่ก็มาถึงในเวลาใกล้เคียงกัน
เตยดูมีของพะรุงพะรังมากที่สุด เพราะมือข้างนึงลากกระเป๋า มือข้างนึงถือหมอนรองคอลายลิลัคคุมะขณะที่ไหล่ก็มีสายกระเป๋ากล้องคล้องไว้อยู่ ในขณะที่บิลลี่และกี้มีเป็นสะพายไว้คนละใบ
จากนั้นไม่นาน จินนี่ พิมพ์บุญและนนท์ก็ตามมาติดๆ
ครบทีม
นนท์ บิลลี่ เตย กี้ จินนี่ พิมพ์
คำถามแรกที่ทักทายกันก็คือ "กระเป๋าหนักไหม"
เนื่องจากสายการบิน Qatar Airways เปิดให้โหลดกระเป๋ามากที่สุด 30kg
ในกระเป็าพวกเราเต็มไปด้วยเสื้อผ้าที่ใช้อยู่ภายในระยะเวลา 1 เดือน ของส่วนตัว ดิกชันนารี ของฝากโฮสและที่สำคัญ.... อุปกรณ์ที่ใช้ในการแสดง
มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับจินนี่ที่กระเป๋าเดินทางเล็กที่สุด
แต่สำหรับกี้แล้ว ด้วยความที่ขนของไปทั้งหมดแค่ 18kg เท่านั้น การจำกัดน้ำหนักกระเป๋าจึงไม่ใช่ปัญหา ทันทีที่ทุกคนรู้ว่ากระเป๋าสีชมพูสดใบนั้นหนักน้อยที่สุดในกลุ่ม คำถามถัดมาก็คือ
"ทำไมเอาของไปน้อยจัง !?"
เวลา 15.30 น.
คุณครูที่โรงเรียนเดินทางมาถึง ซึ่งก็ประกอบด้วยบุคคลสำคัญที่โครงการนี้จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลยหากขาดพวกท่าน พ่อแม่พวกเราพูดคุยกับพวกคุณครู ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องอะไรหรอก บทสนทนานั้นเกี่ยวกับพวกเราล้วนๆ และเมื่อได้เวลา การถ่ายรูปย่อมเกิดขึ้น
ในเวลานั้น พวกเราหกคนรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นดาราเลยทีเดียว เพราะขณะที่เกิดเสียงกดชัตเตอร์ รัวๆ คนที่เดินผ่านไปผ่านมาก็หันมามองเรากันเป็นแถว
เวลา 16.20 น.
ได้เวลาแล้วสินะ
พวกเราต่างก็กอดพ่อแม่
"ดูแลตัวเองดีๆนะลูก" พ่อแม่ของแต่ละคนพูดเป็นเสียงเดียวกัน
เราสวัสดีเพื่อลาพวกท่านแล้วรีบวิ่งเข้าเกตผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ
การไปครั้งนี้เป็นการไปแบบที่ไม่มีผู้ใหญ่ไปด้วย
ทันทีที่เท้าแตะพื้นประตูอีกฝั่ง นั่นเป็นสัญญาณว่า เราได้ไปสู่การมีอิสรภาพและการเป็นตัวของตัวเองแล้ว
เรารอเวลา จนกระทั่งพนักงานต้อนรับก่อนขึ้นเครื่องเรียกผู้โดยสาร
ลาก่อนเชียงใหม่ ...
ณ ท่าอากาศยานสนามบินนานาชาติ สุวรรณภูมิ
เวลา 18.00 น.
สายฝนที่สาดลงมาทำให้รันเวย์ลื่นเล็กน้อย เเต่กัปตันก็สามารถพาเราแลนด์ดิ้งได้อย่างปลอดภัย
หลังจากที่ลงจากเครื่องแล้ว พวกเราก็หาทางไปที่ 'ผู้โดยสารติด c.i.q.'
ตอนแรกที่ผ่านเครื่องสแกนนั้น นนท์มีปัญหามากที่สุด เพราะนนท์เอาโน๊ตบุ๊คมาด้วย เลยจึงต้องเสียเวลาไปกับการนำโน๊ตบุ๊คเข้าๆออกๆจากกระเป๋า แต่สุดท้ายก็ผ่านมาด้วยดี แต่พนักงานเครื่องสแกนไม่เป็นมิตรกับเราเอาเสียเลย จากนั้นพวกเราจึงรีบดิ่งไปเช็คเกตที่ต้องเข้าบนหน้าจอขนาดใหญ่ เมื่อรู้เกตแล้ว ก็รีบวิ่งไปที่นั่นเพราะอยากเช็คให้แน่ใจเสียก่อนว่าเรามาถูกเกต แล้วค่อยไปหาอะไรกินกันที่หลัง ตัวเกต E8 นั้นอยู่ห่างไกลพอสมควร เราออกแรงวิ่งจนเริ่มเหนื่อย เมื่อมาถึงปรากฏว่าเกตยังไม่เปิดบริการ
ไม่เป็นไร เดี๋ยวเดินไปหาอะไรกินก่อนก็ได้ . . .
เวลา 19.00 น.
พวกเราต่างก็เฟซไทม์ ไลน์ โทรคุยกับพ่อแม่ญาติพี่น้องและเพื่อนๆ ว่าเรามาถึงสุวรรณภูมิแล้วเรียบร้อย โดยที่พวกเขาทุกคนได้อวยพรขอให้เราโชคดี และทุกคนก็ย้ำว่า "อย่าลืมของฝาก"
กี้เป็นผู้ที่หัวเสียที่สุดในเรื่องนี้ เนื่องจากนัดพี่สาวและเพื่อนที่กรุงเทพไว้แล้วว่าให้มาส่งที่สุวรรณภูมิ ปรากฏว่าต้องติด ciq ซะงั้น ที่ทำได้มากที่สุดตอนนี้คือบอกลากันผ่านทวิตเตอร์และไลน์แทน
สักพักสามคนของพวกเราก็เดินออกไปหาอะไรกิน
เวลาผ่านไปไม่นาน
บิลลี่ นนท์และพิมพ์กลับมาพร้อม Auntie Anne ในขณะที่กี้ จินนี่ เตยนั่งเฝ้าของกันอย่างหิวโหย
"หิวว่ะ"
"ตาพวกเราไปหาอะไรกินกันละ"
กี้และจินนี่ขอตัวเดินออกไปซื้ออะไรกินบ้าง โดยที่ลากบิลลี่ไปด้วย ส่วนเตยขอตัวไปห้องน้ำ
ดีที่พ่อแม่ให้เงินไทยติดตัวมาด้วย ไม่งั้นก็คงนั่งมองเงินยูโรอย่างสลดใจตรงเกตนั่นแหละ..
สิ่งที่ตลกที่สุดก็คือ พนักงานร้านไอศกรีมชื่อดังแห่งนึงแถวนั้นคิดว่าจินนี่ไม่ใช่คนไทย
แต่พวกหล่อนคิด'ดัง'ไปหน่อย
จินนี่: *ยืนอยู่หน้าเคาท์เตอร์หลังจากที่รอต่อแถวมา 5 นาที*
พนักงาน 1: แก ชั้นว่าไม่ใช่คนไทยว่ะ
พนักงาน 2 : เออ หน้าแบบนี้ไม่ใช่คนไทยหรอก
จินนี่: เอ่อ....หนูเอา xxxx ที่นึงค่ะ = =
พนักงาน1,2 : *เงิบ*
เวลา 20.30 น.
เกตเปิดหลังจากที่กี้ จินนี่ และบิลลี่เดินมาถึงบริเวณที่พวกเรานั่งกันตั้งแต่แรก พวกเราจึงรีบกินเสบียงที่ไปซื้อมาให้หมด จะได้ทิ้งถังขยะที่อยู่แถวนั้น
จากนั้นก็เดินลงไปตามทางที่พาเราไปสู่เคาท์เตอร์ของสายการบิน Qatar Airways
พี่พนักงานหน้าดุจนพวกเราเด็กไทยทั้งหกไม่กล้าพูดอะไรออกมามาก แต่ก็มีเรื่องให้เสียวสันหลังวูบจนได้ ในตอนแรกนั้นพี่เขาถามเราว่า เราโหลดกระเป๋ารึยัง เราตอบไปว่า โหลดตั้งแต่อยู่เชียงใหม่แล้ว พี่พนักงานก็บอกด้วยความงงๆประมาณว่า มันไม่ขึ้นบาร์โค้ดกระเป๋าให้
ตกใจกันหมดทั้งหกคนหล่ะสิงานนี้
เราขอให้พี่พนักงานเช็คข้อมูลจากคอมพิวเตอร์อีกรอบ จนกระทั่งมันขึ้นบาร์โค้ดกระเป๋าให้เราจริงๆ
ค่อยยังชั่ว.....
จากนั้นพวกเราก็นั่งรอเวลากันอีกครั้ง. . .
เราโทรไปหาพ่อแม่และคนสนิทกันเป็นครั้งสุดท้ายก่อนขึ้นเครื่องเพื่อเป็นการฆ่าเวลา
เมื่อถึงเวลาอันสมควร
พวกเราก็เดินเข้าสู่ตัวเครื่องบิน Qatar Airways
ขอบอกว่าพี่ๆแอร์โฮสเตส บริการดีมาก แค่รอยยิ้มทักทายก่อนขึ้นเครื่องก็ทำให้เราอุ่นใจแล้ว
เวลา 20.50 น.
นั่นเป็นเวลาที่กัปตันกล่าวทักทายผู้โดยสารเป็นภาษาอังกฤษและอาหรับ
กี้โพสรูปถ่ายลงไอจีเป็นรูปสุดท้ายของวันนี้ พร้อมอัพสเตตัสบนเฟซ และทวีตเพื่อเป็นการบอกลาคนที่อยู่ประเทศไทย หลายคนก็ยังคงแวะเวียนมาอวยพรพวกเราอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งพวกเราทั้งหกถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนเป็นโหมดเครื่องบินบรโทรศัพท์มือถือ เพื่อเป็นตัดสัญญาณการติดต่อจากคนที่นี่ และเตรียมใจให้พร้อมกับการเดินทางที่แสนยาวนานถึง 11 ชั่วโมง
เครื่องบินเริ่มเคลื่อนตัวพอๆกับที่หยดน้ำฝนนอกหน้าต่างนั่นไหลลงมาเป็นสาย
ใช่แล้ว....ฝนกำลังตก
เราก็ต่างไม่รู้หรอกว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง
ดังนั้นเพื่อเป็นการปลอบใจตัวเอง การนิ่งเฉยคือสิ่งที่ดีที่สุด
และการนิ่งเฉยของพวกเราในตอนนั้นก็คือ ....ดูหนังเท่าที่มีให้ดูบนจอด้านหน้านั่นเอง
ถ้าอิสรภาพเปรียบเสมือนเครื่องวัดใจ
การโดนตั้งความหวังก็เปรียบดั่งเครื่องเตือนใจไม่ให้เราออกนอกลู่นอกทางตลอดเวลาที่อยู่ที่นู่น. . .
มีผู้ใหญ่มากมายที่คาดความหวังไว้ที่พวกเราสูงมาก โดยเฉพาะครูทุกท่านที่ประสานงานโครงการนี้กับทางเยอรมนี
"
เราไม่ได้ไปเที่ยวกันตามประสาวัยรุ่น
จงอย่าลืมว่าเราเป็นใครแล้วไปทำอะไรเพื่อโรงเรียน
"
เด็กไทยทั้งหกคาดเข็มขัดแล้วท่องจนขึ้นใจ . . .
#จบพาร์ท 1



ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น