ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

#Rakkans1stTimeInJAPAN | Day II



เย้ ในที่สุดก็เช้าวันใหม่เสียที !

        ด้วยความที่ไม่หลับไม่นอนกันมาทั้งคืนและไม่สบายตัวที่ประจำเดือนมา จึงทำให้เราและเพื่อนๆเตรียมตัวไปอาบน้ำที่จุดบริการอาบน้ำของสนามบินตั้งแต่ตีห้า ห้องอาบน้ำเป็นแบบเสียเงินค่ะ ราคา 500เยน อาบได้สิบห้านาที แถวนั้นมีตู้ขายผ้าขนหนูและบริการให้เช่าไดร์เป่าผมด้วย
       เมื่อทุกคนทำธุระแต่งตัวกันเสร็จเรียบร้อย รวมถึงสาวๆที่ใช้เวลาแต่งหน้าไม่นานนัก พวกเราก็หาอะไรกิน โดยที่มื้อเช้ามื้อแรกของเราเป็นบะหมี่หมูแดงที่ซื้อได้จากร้านลอว์สัน นับว่าเป็นความอร่อยในราคาย่อมเยาว์ 
       จากนั้นเราก็เดินไปรับ pocket wifi ที่ชั้นล่างสุดของตัวเทอร์มินอล ต่อแถวซื้อ Osaka Amazing Pass แบบ 1 วัน  และข้ามไปยังอาคารอีกฝั่งเพื่อที่ซื้อตั๋วรถไฟชนิดต่างๆในการโดยสารตลอดระยะเวลาที่ท่องเที่ยวในภูมิภาคคันไซ โดยพวกเราตกลงกันจะซื้อตั๋วแบบ  Kasai Area Pass แบบ 2 วันในการเที่ยว ซึ่งน่าจะคุ้มค่ามากที่สุด และตั๋วอีกใบคือตั๋วจากสนามบินตรงเข้าสู่ Osaka Station 

แค่เช้านี้ก็เสียเงินไปเป็นพันเลยทีเดียว T_____T 


หลังจากที่เราได้รับตั๋วกันเรียบร้อย ก็เดินไปที่สถานีรถไฟ JR  ในตัวสนามบินทันที ซึ่งเดินไม่ไกลนักเพราะอยู่ติดกับอาคารที่พวกเราซื้อตั๋วเลย 





          ภายในรถไฟของญี่ปุ่นขบวนที่พวกเราโดยสารนั้นนั้นมีความสะอาดเป็นเลิศ และค่อนข้างจะสะดวกสบาย ตรงหน้าต่างก็มีม่านให้รูดปิดเพื่อบังแสงแดดได้อีกด้วย  ในตอนแรกพวกเรานั่งกันเพลินบวกกับความง่วงจึงทำให้ไม่รู้ว่าต้องไปเปลี่ยนขบวนที่สถานีไหน ด้วยความโชคดี คุณป้าชาวญี่ปุ่นท่านนึงบอกให้เราลงที่สถานี Hineno  คงอาจจะเป็นเพราะเห็นเราเป็นนักท่องเที่ยว  /อาริกาโตะ! หากไม่ได้คุณป้า พวกหนูคงหลงทางไปแล้วแน่ๆ 


             รถไฟที่ญี่ปุ่นมีหลายประเภท มีทั้งแบบ Local ที่ต้องจอดรับ-ส่งผู้โดยสารทุกสถานี แบบRapid ที่เป็นขบวนด่วนและจอดเฉพาะสถานีหลักๆ และอื่นๆอีกหลายประเภท ซึ่งหากมีเวลาและมีเงินมากกว่านี้ ครั้งหน้าอาจจะลองนั่งแบบ  Shinkansen รถไฟหัวกระสุนอันเป็นสัญลักษณ์ความรุ่งเรืองและเทคโนโลยียานพาหนะของประเทศญี่ปุ่นดูบ้าง


          พวกเรามาถึง Osaka Station ในเวลาประมาณแปดโมงกว่าๆ เนื่องจากโชคดีที่ได้โรงแรมในย่านที่ง่ายต่อการหาและสะดวกต่อการเดินเที่ยวในบริเวณช๊อปปิ้งโดยรอบ  จึงทำให้ไม่เสียเวลาเดินทางมากนัก  แต่ระบบผังเมืองของประเทศญี่ปุ่นสามารถทำให้เราลงไปเดินที่ย่านใต้ดินได้ค่ะ ดังนั้นวันแรกของเราจึงค่อนข้างหลงทางพอสมควร เพราะเดี๋ยวขึ้นมาโผล่ย่านนู้น ลงไปโผล่ตรงนั้นตรงนี้

และพวกเราก็โผล่มาถึง Umeda Station ซึ่งเป็นสถานีรถไฟใต้ดินที่ใกล้โรงแรมเรามากที่สุด เมื่อได้พิกัดที่แน่นอนแล้ว เราก็ขึ้นมาเดินบนถนน และเจอซอยทางเข้าโรงแรม

โรงแรมที่เราพักมีชื่อว่า Hotel Kansai เป็นโรงแรมระดับสองดาว  แต่มาเที่ยวแบ็คแพคกันเองแบบนี้ เรื่องโรงแรมไม่ใช่ปัญหาค่ะ นอนไหนก็ได้ขอให้ราคาถูก เดินทางสะดวก ที่พักสะอาด ปลอดภัยเป็นพอ ความสบายและความหรูหราก็ช่างมันเถอะเนาะ  แต่ไม่ดีอยู่อย่างเดียวคือ ติดกับโรงแรมเป็น Motel จ้า ผนังโรงแรมดูท่าทางติดกันเลย 555555555 คืนนี้จะได้ยินเสียงอะไรไหมน้าา จะนอนหลับรึเปล่าT.T


พวกเราเข้าไปฝากกระเป๋าไว้กับทางเคาท์เตอร์โรงแรมแล้วออกมา เนื่องจากเวลาที่จะเชคอินได้ตามกฏของโรงแรมส่วนใหญ่ของที่นี่คือ 15.00 น. เป็นต้นไป



    รอบๆบริเวณโรงแรมเป็นสถานท่องเที่ยวเริงรมย์กลางคืนค่ะ เต็มตรอกซอกซอยไปหมด





มื้อที่สองของวันเป็นข้าวหน้าเทมปุระที่ร้านใต้สถานีรถไฟ อร่อยมากและก็ไม่แพงด้วย  ค่าเสียหายทั้งหมดไม่เกิน 700 เยนค่ะ มีชาเขียวร้อนบริการฟรี



              ได้เวลาเที่ยวจริงจังแล้ว ! พวกเรากลับมาที่ Osaka Station และรอรถไฟเพื่อที่จะไปเยี่ยมชมปราสาท Himeji  สถานีรถไฟที่นี่อำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวมาก ไม่ว่าจะเป็นรปภ. ที่ถามทางหรือการขึ้นรถไฟอะไรก็ได้  หน้าจอแบบดิจิตอลที่แสดงผลว่ารถไฟขบวนไหน สายไหน จะมาเทียบที่ชานชาลาอะไร ในเวลาเท่าไหร่ โดยรวมไปถึงช่องที่รถไฟจะจอดให้เราขึ้นด้วย (จะมีช่องสามเหลี่ยม และวงกลม ให้เราเดินไปต่อแถวเมื่อรถไฟไปถึงค่ะ ) อ่อ ค่าตั๋วสำหรับการไป Himeji มีราคา 1490 เยน แพงกว่ารถไฟจากสนามบินเข้าเมืองอีก ฮือ /กัดฟันซื้อตั๋ว


             แล้วเราก็มาถึง Himeji โดยใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่ง ซึ่งเราก็หลับไปหลายตื่นเลยทีเดียว พอออกจากตัวสถานีก็จะเห็นตัวปราสาท Himeji ซึ่งขาวมาแต่ไกล พวกเราตัดสินใจเดินไปตัวปราสาทกัน เพราะคิดว่านั่งรถบัสคงไม่ค่อยจำเป็นเท่าไหร่ เพราะมันก็ไม่ได้ไกลอะไรมาก อีกทั้งยังต้องการที่จะซึมซับบรรยากาศเมืองนี้อีกด้วย


ที่นี่เป็นเมืองที่สะอาดและเงียบสงบมากเลย ตามทางเดินมีรูปปั้นให้แวะชมเป็นหลักๆ สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้และพุ่มไม้ที่เขียวขจี หากได้ปั่นจักรยานเที่ยวที่นี่ต้องฟินมากแน่ๆ

รูปนี้ที่เราถ่ายมาน่าจะเป็นย่านการค้าของเมืองค่ะ



เดินมาสักพักก็ถึงปราสาท Himeji แล้ว นักท่องเที่ยวค่อนข้างเยอะ แต่ก็ไม่วุ่นวายเท่าไหร่
เราถ่ายแต่บริเวณรอบนอกปราสาทมาอย่างเดียว เหตุที่ไม่เข้าไปเยี่ยมชมข้างในก็เพราะบางส่วนยังปิดซ่อมแซมอยู่ และมีฝนตกลงมาปรอยๆทำให้สภาพการถ่ายรูปดูอึมครึม จึงเป็นเหตุผลที่อยู่ที่นี่ไม่นานเท่าไหร่นัก




              พอเที่ยวรอบๆ Himeji สักพัก เราก็ขึ้นรถไฟกันอีกครั้ง ซึ่งเราจะเดินทางย้อนกลับไปที่จังหวัด Kobe ที่เลื่องชื่อเรื่องเนื้อวัว แต่พอศึกษาราคาจากข้อมูลบนอินเตอร์เน็ทแล้วก็พบว่าเนื้อมีราคาแพงมากกก ถึงบางร้านจะไม่ได้หรูอะไร แต่ก็ยังแพงเกินกว่าราคาที่เราจะจ่ายไหวอยู่ดี



        เมื่อมาถึงเมือง Kobe พวกเราห้าคนตัดสินใจนั่งพักกันที่ศูนย์การค้า Habour Land ค่ะ นับว่าเป็นห้างที่มีการออกแบบและตกแต่งที่ดูแปลกตามาก แต่มาเที่ยวญี่ปุ่นนี่ก็ดีนะ เหมือนเมืองเค้ามีดีเทลอะไรเล็กๆน้อยๆให้เราถ่ายรูปเก็บไว้เป็นการบันทึกความทรงจำได้ตลอดทางเลย


       เดินๆนั่งๆสักพักเริ่มหิวกัน ที่ชั้นล่างของห้างมีร้านเครปเย็นขายด้วยค่ะ คนต่อคิวเยอะแสดงว่าน่าจะอร่อยใช้ได้ (ตามหลักการของกี้เอง) เราจึงไปต่อแถวและเสียเงินซื้อเครปเย็นมาในราคา 500 เยน  รสชาติอร่อยดีค่ะ เราเลือกสั่งหน้าวิปครีมสตอเบอรี่ โรยผงโกโก้ กลิ่นครีมนี่หอมใช้ได้ ซึ่งไม่มีความเลี่ยนเลย  แต่เรื่องความอ้วนนี่ก็น่าเป็นห่วงพอตัว 555555555


       นี่คือโรงภาพยนตร์ของห้าง ไม่คึกคักเท่าโรงเมเจอร์หรือ SF ที่เมืองไทยเท่าไหร่ แต่ก็ดูสว่าง อบอุ่น และคลาสสิคดี  ที่จำได้คือหนังที่เข้าตอนนั้นเป็นเรื่อง Deadpool ค่ะ








         เดินชมรอบๆตัวเมืองสักพักเราก็เริ่มเหนื่อย และคิดว่าควรกลับที่พักกันได้แล้ว  เรื่องของวันนี้จึงจบลงด้วยการไปถ่ายรูปวิวที่ Kobe Tower (รูปปก )  สำหรับบล็อกใน DAY III จะเป็นอย่างไรนั้น ต้องติดตามค่ะ

คำใบ้ : สาวกแฮร์รี่พอตเตอร์ห้ามพลาด ! 


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

[How to] เขียนอีเมลสมัครงานอย่างไร ให้น่าอ่าน

     ช่วงนี้เห็นคนในวงการ HR โดยเฉพาะบนทวิตเตอร์ ออกมาบ่นบ่อย ๆ ว่าเจอแต่เด็กจบใหม่ที่เขียนอีเมลสมัครงานไม่น่าอ่าน แค่หัวอีเมลที่ส่งมาก็พังแล้ว เลยเขี่ยทิ้งซะ      ในฐานะที่เคยมีประสบการณ์ฝึกงานในบริษัทที่ทำเกี่ยวกับ Recruitment  (เป็น Content Editor) เราว่าปัญหาก็คือทักษะการสื่อสารที่คนอาจมองข้ามไป แต่เชื่อไหมว่า HR หลายแห่งเลือกที่จะตัดคุณทิ้ง เพราะอีเมลที่ส่งไปมันไม่ทำให้เขารู้สึกประทับใจ แม้คุณจะมีความสามารถมากขนาดไหนก็ตาม ดังนั้นการสื่อสารเป็นเรื่องสำคัญจริง ๆ นะ ถึงมันจะไม่ได้เป็นตัววัดความเก่งในสายงานที่ทำ แต่การสื่อสารที่ดีสามารถบอกความมีมารยาทและ attitude ของผู้สมัครงานได้ !     แล้วอีเมลที่น่าอ่านควรเป็นอย่างไร ? ในบทความนี้ เราจะแบ่งปันเทคนิคการเขียนอีเมลที่ดีโดยเฉพาะอีเมลสมัครฝึกงาน ซึ่งทั้งหมดมาจากประสบการณ์ของเราโดยตรง อาจจะไม่เป๊ะ 100 % แต่บริษัทตอบกลับมา 100% ค่ะ - ชื่อแอคเคาท์           หลีกเลี่ยงการใช้อีเมลที่เคยสมัครมาเล่น msn สมัยประถม มาสมัครงาน ชื่อแอคเคาท์ที่ดีและดูเป็นมืออาชีพที่สุดค...

[Review] มหากาพย์สอบทุน IAESTE

โย่วๆ มีเรื่องให้กลับมาเขียนบล็อกอีกแล้ว ดีจังเลย .///////////. หลังจากชีวิตตกอยู่ในมรสุมความเครียดมายาวนาน เมนส์ก็มา ๆ หาย ๆ จนแพนิคประสาทกินแทบบ้า วันนี้ (10 กุมภาพันธ์) ที่เรารอคอยก็มาถึงจนได้ มันคือวันประกาศผู้มีสิทธิ์ได้รับทุนฝึกงานต่างประเทศของหน่วยงาน IAESTE นั่นเอง ! บนหน้าเว็บไซต์แจ้งว่าจะประกาศเวลา 18.00 น. แต่เรานี่กระวนกระวายสุด ๆ เลยตัดสินใจกดลิงก์รายชื่อตอนสี่โมงกว่า ๆ ค่ะ ปรากฎว่ากดได้ด้วย เอาวะ....ยังไงก็ต้องรู้ผลภายในวันนี้อยู่ดี *~ให้คุกกี้ทำนายกัน~* ติดค่ะ ! เห็นชื่อตัวเองอยู่บนประกาศ แล้วเป็น 1 ใน 14 คนของสาขาวิศวคอม เกือบกรี๊ดกลางห้องน้ำเซ็นทรัลลาดพร้าวด้วยแหละ โอย พอเห็นว่าติดก็โทรไปบอกพ่อแม่ แม่ตื่นเต้นกว่าเราอีก 5555555555555 เกริ่นมานานละ เดี๋ยวจะท้าวความกันก่อนว่าทุน IAESTE นี้มันคือทุนอะไร มีเงื่อนไขไหม แล้วที่ผ่านมาเราต้องเตรียมตัวยังไงบ้าง IAESTE คือ ? IAESTE ย่อมาจาก International Association for the Exchange of Students for Technical Experience เป็นองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศ จัดตั้งขึ้นครั้งแรกที่ Imperial College กรุงลอนดอน ซ...

[How to] เจาะลึกวิธีขอวีซ่าเชงเก้นเยอรมัน ver.นักศึกษาฝึกงาน

Herzlich Willkommen !! เริ่มต้นด้วยภาษาเยอรมันตัวโตขนาดนี้ บทความนี้ก็ต้องเกี่ยวกับเยอรมันอย่างแน่นอน ~ ช่วงนี้ชีวิตอยู่ในจุดมรสุมอีกแล้ว เนื่องจากการบ้านและสอบเยอะมาก แถมต้องจัดการเอกสารเรื่องวีซ่าอีก บทความนี้จะเจาะลึกลงรายละเอียดขั้นตอนในการยื่นวีซ่าเชงเก้นประเทศเยอรมนี ฉบับนักศึกษาฝึกงาน เนื่องจากที่เห็นตามพันทิปก็มีแต่รีวิวขอเพื่อไปเที่ยว / แต่งงาน /  เรียนต่อระยะยาว เราเลยคิดว่าไหน ๆ ไปขอมาแล้วก็เขียนบทความนี้เลยดีกว่า จะได้เป็นตัวอย่างให้รุ่นน้องรุ่นต่อไปหรือนักศึกษามออื่นที่จะไปฝึกงาน [บทนำ] จากบทความที่แล้วที่ลงรีวิวทุนฝึกงานไอเอสเต้ไว้ สุดท้ายเราขอทำเรื่องสละสิทธิ์ไป และทางไอเอสเต้เองก็ได้เรียกตัวสำรองขึ้นมารับสิทธิ์แทน เหตุผลที่ขอสละสิทธิ์ก็คือ เราได้ไปฝึกงานที่มหาวิทยาลัยในประเทศเยอรมนี และจะได้ทุนจากทางภาควิชาด้วย เราจึงตัดสินใจเลือกทางนี้ค่ะ (หลังจากที่คิดหนักมาหลายคืน) ส่วนอีกเหตุผลที่เลือกฝึกงานประเทศนี้เป็นเพราะเราเคยตั้งใจไว้สมัยตอนปี 1 ว่าเราจะต้องกลับไปเยอรมนีอีกครั้งให้ได้ ไม่ทางใดก็ทางนึง แล้วสุดท้ายก็ได้ไปจริง ๆ 5555555555555555 //กร...