รีวิวนี้เราเขียนขึ้นเพื่อเก็บไว้เป็นความทรงจำในรูปแบบลายลักษณ์อักษร และเหตุผลอีกข้อคือ เราอยากแบ่งปันให้คนที่ไม่สามารถไปคอนฯได้เข้ามาอ่านกัน
วันเสาร์ที่ 5 กรกฎาคม 2557
วันเปิดจองบัตรอย่างเป็นทางการ
ก่อนหน้านี้สักสองสามวัน ค่ายเพลงชื่อดังอย่าง Sony และบริษัทที่มีอิทธิพลต่อวงการอีเวนท์ต่างๆ อย่าง BEC TERO ทำให้ไดเรกชั่นเนอร์ไทยตื่นเต้นกันไม่น้อยกับประกาศที่ว่า "One Direction มาไทยเดือนมีนาปีหน้า!" ซึ่งเรียกได้ว่าจองบัตรกันข้ามปีเลยทีเดียว (EDITED ในปี 2026 -- อห ธรรมเนียมการจองบัตรคอนข้ามปีมันเริ่มมาตั้งแต่ตอนนี้เลยป่ะเนี่ย)
ไดเรกชั่นเนอร์อย่างเราก็ดีใจจนแทบร้องไห้ อีกทั้งยังกรีดร้องลั่นรถทันทีที่รู้ข่าวจนพ่อเลิกคิ้วใส่
ไม่นึกเลยว่า 4 ปีที่เป็นแฟนคลับวงนี้ ในที่สุดก็จะมีวันที่ 1D รู้จักประเทศไทย และจะมาเล่นคอนเสิร์ตืที่ไทยแล้ว แถมยังขึ้นราชมังอีก
ณ วันกดบัตร เราตื่นเช้ามากๆ ตื่นเช้ากว่าตอนไปโรงเรียนด้วยซ้ำ พ่อเราก็ใจดีและเข้าใจว่าความรักที่เรามีต่อศิลปินมันยิ่งใหญ่ขนาดไหน เลยขับรถไปส่งที่ Major Cineplex สาขาเซนทรัลแอร์พอร์ตเพื่อที่จะจองบัตรให้ทันเวลา
เมื่อมาถึงแล้ว เราวิ่งอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่ามีคนมากมายมาต่อแถวกันก่อนหน้านี้เยอะอยู่แล้ว เอ่อ มาจากไหนเอ่ย ....ใครๆก็อยากจะได้ที่ที่ดีที่สุด และนั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมต้องรีบมาต่อแถว (โดยปกติของคอนฝั่งสากล ไม่มีการรันเลขคิวหลังบัตรน่ะนะ หมายความว่าไปลุ้นเอาว่าหน้างานจะได้ยืนตรงไหน ถ้าเข้าก่อนก็ได้ใกล้เวทีก่อน --แต่เพราะสมัยนั้นยังไม่มีธรรมเนียมแบบนี้ออกมาเป็น common rules น่ะ)
จริงๆ ระหว่างอยู่ในแถว พี่ ๆ ที่เรารู้จักและจะไปด้วยกันก็กดบัตรผ่านหน้าเว็บเผื่อเรา ได้ทันก่อนเวลาเที่ยงวัน จึงรู้สึกโล่งใจไม่น้อย ในขณะเดียวกันก็รู้สึกเจ็บปวดอย่างช่วยไม่ได้ เนื่องจากเงินจำนวนเกือบหกพันที่เก็บสะสมมาได้หายสลายไปทันทีที่จองบัตรเสร็จ (เงินตัวเอง 100 % พ่อแม่ไม่ได้มีส่วนในการออกค่าบัตร ) แต่ช่างเถอะ เงินหาเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ไปหาผู้ชายนี่อันดับหนึ่ง (ซึ่งเราไม่มีทางรู้อนาคตหรอกว่าวงจะแตกตอนไหน :P)
จากนั้นเราก็รอเวลาร่วม 7 เดือนกว่าจะถึงวันสำคัญ
วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม 2558
ON THE ROAD AGAIN TOUR LIVE IN BANGKOK 2015
แล้ววันสำคัญก็มาถึง
เรากับเพื่อนตื่นตั้งแต่ตีสี่ แต่งตัวเสร็จตอนตีห้าแล้วก็ออกบ้าน เพื่อตั้งใจจะไปต่อคิวแบบ FCFS
ด้วยความที่เป็นเด็กเชียงใหม่ทั้งคู่ เรากับเพื่อนมาถึงสนามราชมังคลาอย่างมึน ๆ
" ทำไมมันใหญ่อย่างงี้วะ "
" เออ แล้วต้องไปตั้งแถวที่ไหนวะ แกลองโทรหาพี่ xxxxx ดิ๊"
เพื่อนเรารีบกดโทรศัพท์หาพี่ที่รู้จักกันทันที เมื่อได้คำตอบที่ต้องการแล้ว เราจึงมุ่งหน้าเดินไปยังที่ตั้งแถวพร้อมด้วยถุงพลาสติกที่ข้างในมีห่อข้าวและน้ำดื่มแบบลิตรหนึ่งขวด
เหมือนมาปิกนิกเลยเนอะ
แล้วเราก็เจอโซนที่เปิดให้ตั้งแถว คนตื่นเช้ามาตั้งแถวก่อนหน้าเราเยอะมาก บางคนหอบเต้นท์มากางนอนก็มี
นี่แหละ พลังแฟนคลับที่คนภายนอกไม่มีวันเข้าใจ (กฏการเข้าชมการแสดงมีอยู่ว่า คนที่ซื้อบัตรยืน A1 A2 B1 B2 ก่อนเที่ยงภายในวันที่ 5 เดือนกรกฎาคมได้รับอภิสิทธิ์ให้มาเข้าแถวรอก่อนเที่ยงวันนี้ เพื่อที่จะได้ทำเลยืนที่ดีที่สุด)
เรากับเพื่อนจึงเข้าไปต่อแถวกับกลุ่มไดเรกชั่นเนอร์ที่รู้จักกันมานานทางทวิตเตอร์
ใครบอกว่า มิตรภาพบนอินเตอร์เน็ตมีแต่คนหลอกลวงนี่ไม่จริงเสมอไปนะ เรารู้จักกับเพื่อน/รุ่นพี่/รุ่นน้องหลายคนบนนั้นมาตั้ง 4-5 ปี (ถึงจะไม่ค่อยกล้าบอกพ่อแม่ว่า นี่คือบรรดาเพื่อนๆ ในเน็ต 555) ดังนั้นมันขึ้นอยู่กับว่า คุณเลือกที่จะรู้จักคนแบบไหน เลือกที่จะแชร์อะไรบ้าง (ส่วนเรา overshare ทุกอย่าง ถถถถ)
แต่ก็เข้าใจได้ที่ผู้ใหญ่จะเป็นห่วงและห้าม จนจำกัดการใช้ SNS ของเด็ก เพราะในยุคที่เราโตมา มีข่าวเด็กโดนหลอกเยอะจริง
ในเวลาเก้านาฬิกา แสงแดดอ่อนๆ ที่ความร้อนไม่อ่อนเลยแม้แต่น้อยส่องมายังพวกเราที่นั่งต่อแถวอยู่ เรียกได้ว่าใครที่แต่งหน้ามาก็จะพังเพราะแดดเนี่ย - -
คนที่ซื้อบัตรยืนก่อนเที่ยงเริ่มทยอยมากันเรื่อยๆ และในเวลาไม่นานผู้คนก็หลั่งไหลมาจากแทบทุกสารทิศแล้วมาต่อแถวอัดกันภายใต้เต๊นท์ผ้าใบสีขาวขนาดใหญ่
การต่อแถวรอประตูเปิดช่างทรมานเหลือเกิน ร้อนก็ร้อน หิวก็หิว ง่วงก็ง่วง ปวดฉี่นี่ลำบากมาก เพราะกว่าจะเดินฝ่าออกไปได้ก็แทบเหยียบกระเป๋าใครหลายคน เมื่อเวลาผ่านไปนานๆ เข้า ความวุ่นวายก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนการ์ดและสต้าฟหน้าดุทั้งหลายก็ประกาศว่า ใครที่ออกไปห้องน้ำต้องไปต่อแถวข้างหลังใหม่ ไม่มีการเข้ามานั่งที่เดิม
เอ้า แล้วทำไมไม่ลงทุนแจกบัตรคิวหน่อยล่ะ แต่ในตอนนั้น BEC ก็ยังใจดีนะ ซื้อแฮมเบอเกอร์มาแจกพวกเราที่นั่งในเต๊นท์ด้วย แล้วก็เกิดการสื่อสารใหม่ขึ้น กลายเป็นว่าสามารถเดินออกจากแถวเพื่อออกไปทำธุระส่วนตัวได้ แต่มีข้อแม้ว่าต้องตกลงกับเพื่อนในแถวเอาเอง
คนในกลุ่มเราเล่น UNO ไปพลางๆ เพื่อฆ่าเวลา ส่วนเราก็ออกไปซื้อของออฟฟิเชียลที่เอามาจำหน่ายในงาน โดนสูบเงินไปประมาณเกือบสองพัน ของแพงมากกกกก แพงเกินไปสำหรับเด็กที่เพิ่งจบมอหกและอายุ 17 ที่ไม่สามารถทำพาร์ทไทม์ได้ตามกฎหมาย
ช่วงเวลาใกล้บ่ายสามโมง ซึ่งเป็นเวลาตามกำหนดการว่าประตูจะเปิดให้เข้าสู่สนามนั้นสต้าฟได้ประกาศอีกว่า ขอเลื่อนเวลาเปิดให้เข้าเป็นห้าโมงเย็น เนื่องจากทีมงาน 1D เป็นห่วงไดเร็กชั่นเนอร์ที่น่ารักทุกคน เพราะตอนนี้ร้อนมากๆ บลาๆๆๆๆๆ
สรุปแล้วก็ต้องรอไปอีก กรรม
ตอนนี้เริ่มมีพวกสื่อมวลชนมาถ่ายทำรายการ บ้างก็ใช้โดรนบันทึกภาพทางอากาศ บ้างก็ให้พวกเราส่งเสียงกรี๊ดและร้องเพลง บ้างก็มาสุ่มสัมภาษณ์พวกเรา
จนกระทั่งใกล้ถึงเวลาห้าโมงเย็น การ์ดบอกให้เราลุกขึ้นเพื่อตั้งแถวเตรียมที่จะผ่านเข้าช่องสแกนบัตรและสแกนอาวุธ ในขณะเดียวกันข้างในสนามก็เหมือนจะมีการทำซาวด์เชค ซึ่งได้ยินเสียงแฮร์รี่ชัดมาก!
จู่ๆก็มีเสียงกรี๊ด แล้วคนก็เริ่มพากันกรี๊ดตาม เราก็กรี๊ดตาม
คือเกิดอะไรขึ้นไม่รู้แหละ แต่ขอกรี๊ดไว้ก่อน 5555555 เราหันไปถามคนในแถวข้างๆว่ามีอะไรกันหรอ กรี๊ดทำไม นางก็ชี้ไปทางอัฒจันทร์ของสนาม เราเห็นเป็นเงาลางๆก็เลยเกทว่าที่พากันกรี๊ดคือคิดว่าเป็นใครซักคนใน 1D กำลังยืนมองพวกเรา -.- (ใช่หรอ)
ณ เวลา 17.00น.
เวลาที่ประตูเปิดให้เข้าไปในสนาม
ทุกคนในแถวทำท่าเหมือนเป็นนักวิ่งที่อยากได้เหรียญทองเลย
งานนี้แข่งกันที่ความเร็วล้วนๆ ใครวิ่งเร็วก็ได้ที่ยืนติดเวที
ทุกคนจึงเริ่มออกวิ่งหลังจากผ่านด่านสแกนมาแล้ว
"อย่าวิ่งนะครับ เดี๋ยวจะสะดุดล้ม" การ์ดตะโกน
ภาพที่เห็นเลยออกมาเป็นดรชน.แทบทุกคน "พยายาม" เดินเร็ว ซึ่งเห็นแล้วตลกดี 555555555555
เราผ่านทุกอย่างมาเป็นคนที่ 499 (มีแถบคล้องมือที่ทีมงานจะคล้องให้ก่อนเข้าประตูหลัก)
ขอบอกว่างานนี้เหนื่อยมาก ประตู A1 นี่ห่างไกลจากด่านสแกนสุดๆ เหมือนวิ่งรอบโลกแล้วก็ต้องมาแข่งกับคนอื่นอีกอะ แต่ก็ไม่มีอะไรที่ไดเรกชั่นเนอร์อย่างเราทำไม่ได้จริงๆ
จนกระทั่งได้ทำเลติดแผงกั้น (ติดเวทีนั่นแหละ) ระยะห่างจากแผงกั้นกับเวทีที่ยื่นออกมาประมาณเกือบๆ2เมตร แต่เราโอเคนะ เราพอใจแล้ว อย่างน้อยก็ได้ที่ใกล้ที่สุดตอนนั้นคนเริ่มทยอยวิ่งกรูเข้ามากันเรื่อยๆ แล้วก็มาเบียดกันเพื่อที่จะยึดครองพื้นที่ตรงแผงกั้น จนการ์ดสั่งให้ทุกคนนั่งก่อน เพราะถ้ายืนกันจะต้องมีคนเป็นลมแน่ๆ ตอนแรกพวกเราทุกคนก็นั่งกัน แต่ไป ๆ มา ๆ ก็มีหลายกลุ่มที่ยืนขึ้น ไม่รู้จะรีบยืนกันทำไม เพราะตอนนั้นมันเพิ่งห้าโมงเอง
งานนี้มีทั้งคนไทย ฝรั่ง ญี่ปุ่น มาเล อินโด สิงคโปร์ เป็นคอนเสิร์ตที่มีความหลากหลายมาก รวมไปถึงนิสัยที่หลากหลายด้วย พวกฝรั่งบางคนก็ถือว่าตัวเองเป็นฝรั่ง เหนือกว่าเอเชียนตาดำๆ อย่างพวกเรา เลยไม่ค่อยฟังการ์ดไทยเท่าไหร่ แต่ในระหว่างที่เรากำลังนั่งอยู่ตรงนั้น เราก็ได้รู้จักคนใหม่ๆเยอะเลย ประทับใจเด็กโรงเรียนนานาชาติกลุ่มนึงมาก เด็กกว่าเราแค่ปีเดียวแต่นิสัยดีสุดๆ คือพัดให้เราด้วย ตอนนั้นเราหน้าซีดด้วยมั้ง พี่ในกลุ่มเลยพากันถามว่าเราโอเคไหม
ณ เวลา18.00น.
ตอนนั้นสแตนด์ของราชมังฯ (โซนบัตรนั่ง) คนน้อยมาก น้อยจนเรากลัวอะว่าถ้าคนมาน้อยขนาดนี้ พวกวันไดจะน้อยใจไหม พวกมันจะประทับใจบ้านเราไหม จะกลับมาเล่นที่ไทยอีกไหม
แต่ความจริงแล้วมันไม่น้อยเลย ในเวลาที่ผ่านไปแทบไม่ถึงชั่วโมง สแตนด์กลับถูกเติมเต็มจนแทบไม่เห็นที่ว่าง โซนยืนก็เช่นกัน
และแล้วก็มีดีเจชื่อดังมาเปิดการแสดงโดยควบคุมเพลงแดนซ์มันส์ๆเพื่อ hype บรรยากาศ แต่เราคนนึงแหละที่ไม่เอนจอย เหนื่อยว้อย หลังจากนี้คงพอกันทีกับบัตรหลุมราชมัง ร้อนก็ร้อน
ณ เวลา 20.00 น.
เป็นเวลาที่พวก 1D ควรมาได้แล้ว
แต่ก็ไม่ปรากฏกายให้เราเห็นแม้แต่เงา
บนจอโปรเจกท์เตอร์ฉายโฆษณาซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเราเริ่มเบื่อ
ผ่านไปครึ่งชั่วโมง 1D ก็ยังไม่ออกมา
สิ่งที่พวกเราได้รับคือเพลงแดนซ์ที่ถูกเปิดอีกครั้ง
/คือกุไม่ได้ต้องการแดนซ์เว้ยย กุจะเจอหน้าไนออลลลลลล
จนในที่สุด
เพลง Clouds ก็ดังขึ้น
/ตัดภาพ เรากำลังโดนรอบข้างเบียดจนตัวไปแนบชิดกับแผงกั้น ตอนนั้นแทบหายใจไม่ออก เบียดซะจนเราได้เลือดอะ เบียดจนคนหลายคนต้องมาเป็นลมแล้วโดนการ์ดอุ้มออกไป ที่ซ้ำร้ายไปกว่านั้นคือมีแฟนอินเตอร์หลายคนกวนตีนสุดๆ คนไทยพยายามจะบอกดีๆ ว่าอย่าเบียด นางก็จะกรูจะเบียดอยู่นั่น แถมทำร้ายร่างกายอีก เพื่อนเราโดนดึงผม โดนกดหัว
/ตัดภาพไปที่เวที ขอเล่าReaction แต่ละคน
เซน หล่อแบบแบดมาก หล่อเถื่อน หล่อดิบ หล่อโคตรๆๆๆๆๆๆๆ เซนมาเล่นกับโซนเราหลายรอบมาก มีวินึงที่เราเรียกเซนๆๆๆ แล้วเซนก็หันมาสบตาอะ คือเรารับรู้ว่ามันเป็นการสบตาที่เราจะจำไปตลอดชีวิตเลยทีเดียว แล้วตอนที่เรากับคนอื่นๆ พากันตะโกนว่า I LOVE YOU, ZAYN!! เซนก็หันมามองแล้วแลบลิ้นให้ :P น่ารักมากจริงๆ เป็นคนพูดน้อยแต่แสดงออกเยอะนะ
เลียม พ่อพระแห่งวันไดเรกชั่น เลียมเป็นคนที่เซอร์วิสแฟนๆ มากที่สุด จะเล่นกับทุกโซน ใครเรียกก็หัน เหมาะแล้วที่เป็นพ่อพระของวง เลียมรูปร่างดีมากอะ แต่นางมาไกลมากนะเมื่อเทียบกับรูปร่างใน WMYB แต่เลียมเสียงดี ไม่มีตก แถมยังสร้างโมเม้นท์กับคนอื่นๆ อย่างเยอะ ฟินมาก กรี๊ดไม่หยุดเลย 55
ลูอี้ คนนี้เราปลื้มที่สุดเลยในคอน OTRA ลูอี้เล่นกับกล้องโซนเราบ่อยมาก มีหลายครั้งที่นางมายืนตรงขอบเวทีโซนเราแล้วก็ให้ถ่ายรูปเต็มที่ และที่ประทับใจมากเลยก็คือนางยิ้มเก่งและโบกมือให้ทุกคน โบกมือประดุจนางสาวไทยที่เรียกคะแนนความเห็นใจจากผู้ชมทางบ้าน ว้ากกกกกก ><
แฮร์รี่ บุคลิกนางจะเป็นแบบคนสวยขาประจำวงไรเลยงี้ แต่พอได้เจอจริงๆ แล้วแฮซหล่อมาก หล่อแบบไร้คำบรรยาย หล่อแบบ Sex appearl ระดับสูงสุด แฮซชอบพ่นน้ำใส่แฟน ชอบสาดน้ำใส่การ์ด แฮซยกมือไหว้ด้วยนะ และสิ่งที่จะไม่พูดถึงเลยก็ไม่ได้นั่นคือ แฮซนางผูกเศษผ้าจีวรไว้ตรงข้อมือ แล้วก็มีตะกรุดเก็บไว้ที่ตัว เหมือนนางมาปลุกเสกเล่นของใส่ไดเรกชั่นเนอร์เลย คือน่ารักมากจริงๆ ตาสีเขียวนั่นสะกดใจเราทุกคนอะ ปล. แฮซชอบเต้นบ้าๆบอๆเหมือนคนเมาแดด 55
ไนออล เราเคืองมันอะ ไนออลไม่เล่นกับโซนไหนเลย แต่จะไปเดินๆ ให้ถ่ายรูปเฉยๆ เสียใจที่ไม่มีโมเมนต์กับเมนตัวเอง ไอ่ตาบ้า TT แต่ไนออลเป็นคนที่เทพบุตรมากเลยนะ ตัวเล็กๆ ร่างบาง ผิวขาว ยิ้มทีโลกสดใส หัวเราะทีทำเอาทุกคนใจสั่น >______< ไนออลตัวจริงน่ารักมากกกก เห็นแล้วในหัวก็มีแต่คำว่า น่ารัก เต็มไปหมด มาโซนเราทีก็ทำให้จิตใจเราสดใสขึ้นมาทันที เห้อ รักไนออล สมแล้วที่เป็นรักแรกเด็กสาว
มันสุดยอดมาก เป็นความรู้สึกที่ไม่ต้องการคำบรรยาย มันรู้สึกดีจริงๆ เวลาเห็นคนที่ตัวเองรอเจอมา 4 ปีมายืนอยู่ข้างหน้า รู้สึกดีที่ได้ตะโกนบอกรักเค้าไป (ถึงแม้เขาจะไม่ได้ยิน) รู้สึกดีมากๆ จนตอนนั้นเรากลัวว่าเราจะเป็นลม ตื้นตันจนน้ำตาไหลแน่ะ
/ตัดภาพไปที่ภาพรวมคอนเสิร์ต
ทุกคนพร้อมใจกันร้องเพลงให้ดังที่สุดเท่าที่จะดังได้ (ในขณะเดียวกันอีฝรั่งร่างเปรตข้างหลังก็ยังเบียดเราอยู่นั่นแหละ) ราชมังคลาที่ไม่ได้เปิดไฟกลับสว่างไสวไปด้วยแสงจากแท่งไฟ ราชมังคลาที่เงียบเหงาในยามไม่มีแข่งกีฬาถูกกลบไปด้วยเสียงร้องของ 1D และไดเรกชั่นเนอร์ทุกคน ในงานนี้มีอยู่สองแฟนโปรเจกท์ที่พวกเราควรให้ความร่วมมือ โปรเจคแรกคือปิดไฟจากแท่งไฟแล้วเปิดไฟฉายบนโทรศัพท์ส่องไปที่เวทีในขณะที่ 1D เล่นเพลง Little things โปรเจกท์ที่สองคือชูป้ายรูปธงชาติแบบหัวใจที่มีประเทศไทย ไอร์แลนด์ และอังกฤษในระหว่างเพลง Night changes สองโปรเจกท์นี้ทำเราน้ำตาซึมเลยทีเดียว
Little Things เป็นเพลงที่สื่อความหมายว่า เราเพอร์เฟคสำหรับกันและกันเสมอ ไม่สำคัญเลยว่าจะมีรูปร่างหน้าตายังไง แต่เขาก็จะรักเรา
ตรงท่อนไนออลนี่พีคสุด
You'll never love yourself half as much as I love you
And you'll never treat yourself right darlin' but I want you to
If I let you know I'm here for you
Maybe you'll love yourself like I love you
( love you ท่อนสุดท้ายหนุ่มๆ ให้พวกเราร้อง)
ส่วน Night changes เป็นอีกเพลงที่ความหมายกินใจ จะสื่อว่าแม้เวลาค่ำคืนมันผ่านไปแต่ใจเราและความรักของเราจะไม่เปลี่ยนตาม แล้วลูอี้ก็ยกนิ้วโป้งให้พวกเราด้วย
Everything that you've ever dreamed of
disappearing when you wake up
but there's nothing to be afraid of
even when the night changes
It will never change, baby
It will never change, baby
It will never change me and you
ยิ่งเห็นโปรเจกท์ที่แทบทุกคนให้ความร่วมมือแล้วอินสุด
น้ำตาไหลตอนไหนก็ไม่รู้..
มีอยู่ตอนนึงที่ไนออลพูดความในใจว่า "Thank you so much for waiting so patiently for waiting for us to come down here. It's been a long 5 years and we're here now and that's all that matters." ตอนนั้นน้ำตาเรามาอีกแล้ว ประโยคนั้นมันกินใจเราทุกคำพูดจริงๆ รู้สึกขอบคุณที่มาประเทศไทยสักที แล้วก็มีช่วงนึงที่ลูอี้กับเลียมให้ไนออลพูดเกี่ยวกับประเทศไทยมา 18 คำ ไนออลเรียบเรียงได้ว่า "Today has been a good day. This show in Bangkok, Thailand has been super-cali-fragi-listic-expialidocious."
ไนออลกับเลียมมีโมเมนท์เยอะมาก โคตร NIAM / มีการเซลฟี่แล้วอัพลงอินสตาแกรมด้วย กรี๊ดดดดด สาววายฟิน (แต่จริงๆแล้วเลียมก็มีโมเมนท์กับแทบทุกคนอะ แต่ไนออลนี่เยอะสุดไง)
มีตอนที่แฮซถามว่าวันนี้เป็นวันเกิดใครรึเปล่า แล้วแฮซก็บอกให้พวกเราทุกคนช่วยร้องเพลงอวยพรให้ผู้โชคดีคนนั้น เอาใจไปเหอะแฮซจ๋าาาาา / อีกครั้งคือแฮซบอกให้ทุกคนเล่นเกมส์ประมาณว่า ฝั่งไหนกรี๊ดดังที่สุดจะชนะ แต่คนไทยอย่างพวกเราก็ไม่เงียบกันสักที แฮซก็ชู่ววววววว พวหเราก็กรี๊ด แฮซเลยสั่ง "SHUT UP ! Play the game! Come on !" แล้วก็ยิ้ม 555
บนเวทีเซนหล่อมากค่ะ หล่อจนเราแทบร้องขอชีวิต เซนพูดคำว่า massive thank เยอะมากแล้วก็บอกอีกว่า พวกคุณเป็น1 ในกลุ่มแฟนคลับที่ดีที่สุดในชีวิตผมเลย ลูอี้ก็มีโมเมนท์กับเลียมจนเรียกความฟินได้ถ้วนหน้า / Lilo มาก 555 เลียมบีทบ็อกซ์ด้วย แล้วพยายามที่จะคุยกับไดเรกชั่นเนอร์ไทยบ่อย รายนี้จะชอบพูดสวัสดีครับ แถมยังใส่สายสิญจ์ขึ้นเวทีอีกต่างหาก
ตอนถึงโชว์ Don't forget where you belong เป็นเพลงที่เรียกน้ำตาอีกเพลงนึง บนเวที/โปรเจกท์เตอร์จะฉายภาพเก่าตั้งแต่ที่พวกวันไดเริ่มเข้าสู่วงการ จนกระทั่งถึงวันที่พวกนางดังและมีแฟนคลับอยู่ทั่วโลก เพลงนี้ไนออลเป็นคนแต่งเอง ละมีช่วงนึงที่เซนกับใครสักคนถือธงชาติไทยอะ น่าประทับใจจัง
ก็อย่างที่คนเขาว่าแหละ ช่วงเวลาแห่งความสุขมันมักจะผ่านไปเร็วเสมอ
ตอนนี้เข้าสู่เพลงสุดท้าย เพลงที่ 21 นั่นคือ Best Song Ever ซึ่งเราไม่ถ่ายรูปหรือถ่ายคลิปแล้ว สื่งที่เราทำตอนนั้นก็คือมองหน้า 1D ให้นานที่สุดเท่าที่จะจำได้พลางร้องเพลงตามไปด้วย เพราะมันเป็นเพลงสุดท้ายแล้ว
พอทุกอย่างจบ พวก 1D ก็ขอบคุณแล้วลงไปจากเวทีอย่างรวดเร็วจนเราแทบไม่ทันตั้งตัว ไปกันเร็วมาก
จากนั้นไฟสปอตไลท์รอบสนามก็สว่างขึ้น เป็นสัญญาณว่าคอนฯ เลิกแล้วจริงๆ
ความรู้สึกหลังคอนจบ
ไม่อยากให้จบเลย
เป็นค่ำคืนที่ดีมาก ดีขนาดที่ว่าพอเรานอนแล้วตื่นมา เราคิดว่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นมันเป็นแค่ความฝัน เป็นความงันที่ดีจนไม่อยากตื่นมาใช้ชีสิตอีกวัน ไม่อยากให้มันจบ เหมือนเพลง Night Changes มันดีมากจริงๆนะ ทุกความเครียดที่เราสะสมไว้ตั้งแต่ขึ้นมอหกเพื่อเตรียมสอบ เราเอามาระบายไว้ที่นี่หมดเลย มีความสุขมากที่สุด เป็นค่ำคืนที่ดีที่สุดในช่วงอายุวัย 17 ของเรา มันไม่ได้ทำให้เรารู้สึกผิดหวังแม้แต่น้อยเลย ช่างเป็นสองชั่วโมงที่คุ้มค่า
ถึงเราใช้ชีวิตที่ราชมังประมาณ 20 ชั่วโมง หลายคนอาจจะคิดว่าเวลาเหล่านั้นเอาไปทำประโยชน์อะไรได้อีกเยอะ แต่สำหรับเรา... เราไม่เสียดายเวลาเลย เวลาในวันนี้ยังน้อยกว่า 4-5 ปีที่รอ One Direction มาไทยซะอีก
ที่ผ่านมา นึกถึงสมัยที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก 1D เราต้องส่งลิงค์ยูทูปไปให้ทุกคนฟังเพลงของวงนี้ ซึ่งทำให้ท้อมาก คิดไปแล้วว่ายังไงก็คงไม่มาไทยหรอก มันไม่เมนสตรีม ไม่มีคนรู้จัก จนวันนี้สนามราชมังฯ ล้วนเต็มไปด้วยไดเรกชันเนอร์ จากที่เป็นแฟนคลับตามโซนหน้าจอคอม ติดตามทุกดราม่า ทุกยุคของวันได กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของ OTRA 2015 แล้ว ได้เจอหน้าจริงๆแล้ว พวกเขารับรู้แล้วว่าไดเรกชันเนอร์ไทยมีตัวตน
ที่ผ่านมา นึกถึงสมัยที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก 1D เราต้องส่งลิงค์ยูทูปไปให้ทุกคนฟังเพลงของวงนี้ ซึ่งทำให้ท้อมาก คิดไปแล้วว่ายังไงก็คงไม่มาไทยหรอก มันไม่เมนสตรีม ไม่มีคนรู้จัก จนวันนี้สนามราชมังฯ ล้วนเต็มไปด้วยไดเรกชันเนอร์ จากที่เป็นแฟนคลับตามโซนหน้าจอคอม ติดตามทุกดราม่า ทุกยุคของวันได กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของ OTRA 2015 แล้ว ได้เจอหน้าจริงๆแล้ว พวกเขารับรู้แล้วว่าไดเรกชันเนอร์ไทยมีตัวตน
สิ่งที่อาจจะแย่กว่าการไม่ได้เจอ คือการเจอกันแล้วต้องนึกทรมานเพราะไม่รู้จะได้เจอกันอีกรึเปล่า
ไม่รู้ว่าอีกกี่ปี 1D ถึงจะมาบ้านเราอีก
แต่ถึงแม้ว่าจะนานแค่ไหน
เราก็จะรอ ไม่ว่าจะอีก 5ปี จะอีก 10ปีก็ตาม ..เราจะรอ
(EDITED ในปี 2026 - เซนออกจากวงหลัง OTRA ที่ไทยได้ไม่ถึงวีค, เซนกับลูอี้ด่ากันบนทวิตเตอร์, วันไดประกาศ hiatus แต่จริงๆ แล้วมันคือการแยกย้าย aka วงแตก, 2024 เลียมตายเพราะอุบัติเหตุ และเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นในก่อนหน้านี้ sooooo ถ้ามีใครถามว่าทำไมเราเป็นคนตลกจัง นั่นก็เพราะชีวิตการติ่งของเราไม่ตลกเลย TT พอมาตามฝั่งเกาหลีอย่าง ENHYPEN ฮีซึง เมนเรา ก็ออกจากวงไปเดบิ๊วเดี่ยวเอีก ซ้ำรอยประวัติศาสตร์มาก เพราะออกเดือนเดียวกับที่ตอนเซนออกจาก 1D เลย)
รัก One Direction
เป็นวงที่มอบความสุข มอบเพื่อน มอบความทรงจำให้ดีตลอดเวลาที่เราเติบโตมาในช่วงมัธยม
หวังว่าเขาจะประสบความสำเร็จในเส้นทางอาชีพนักร้องของเขานะ


ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น